ตัวกรองแชมเปี้ยน

Roles:

รายการแชมเปี้ยน

  • Aatrox

    the Darkin Blade

    Aatrox คือนักรบในตำนาน เขาเป็น 1 ใน 5 ของผู้ที่รอดหลงเหลืออยู่จากชนเผ่าโบราณ ชนเผ่าที่รู้จักกันในนามว่า Darkin เขาสามารถกวัดแกว่งดาบขนาดใหญ่ไปมาด้วยความสง่างาม ฟาดฟันเหล่ากองทัพต่างๆนานา และได้รับการขนานนามว่าเป็นดาบมายาสะกดจิตการรับรู้ ทุกครั้งที่เขาโค่นล้มศัตรูได้นั้น ดาบของ Aatrox ดูประหนึ่งมีชีวิต ยิ่งมันได้ดื่มด่ำกับเลือดของเหล่าศัตรู มันช่วยเสริมพละกำลัง และความโหดเหี้ยมให้เขาเป็นอย่างมาก และเขาเรียกมันว่า... ศิลปะในการสังหาร เรื่องเล่าเก่าแก่สุดที่เกี่ยวข้องกับ Aatrox นั้น มีอายุเก่าแก่พอกับตำราที่บันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้ ตามตำนานเล่าไว้ว่า มันเป็นเรื่องของสงครามระหว่างสองมหาอำนาจที่แข็งแกร่ง นั่นก็คือฝ่าย Protectorate และ Magelords ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายของ Magelords นั้นเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะมาโดยตลอดเรื่อยมา ทำให้การมีอยู่ของกองทัพ Protectorate ใกล้จะสูญสลาย เมื่อถึงวันศึกชี้ชะตา กองทัพของ Protectorate รู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางสู้ได้แน่นอน ฝ่ายพวกเขามีทหารจำนวนที่น้อยกว่ามาก เหนื่อยล้า และมียุทโธปกรณ์ที่ไม่พอเพียง พวกเขาได้แต่เพียงรอน้อมรับความพ่ายแพ้ ที่พวกเขามิอาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อหมดสิ้นซึ่งความหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจางหายไป Aatrox ก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าบรรดานักรบของ Protectorate แต่ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ที่เรียกร้องให้เหล่าทหารยืนหยัดลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะโถมตัวเข้าไประหว่างการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย การปรากฏตัวของเขา เป็นเสมือนแสงสว่างสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักรบที่เคยหมดหวัง ในช่วงแรกนั้น เหล่าทหารทำได้เพียงแต่เฝ้ามองดูวีรบุรุษของพวกเขากวัดแกว่งดาบใส่กองทัพศัตรู ที่กำลังตกใจและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างกาย และดาบที่อยู่ในมือของเขาเคลื่อนไหวได้พร้อมเพรียง ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เหล่านักรบเฝ้ามองจนกระทั่งรู้สึกได้ถึงพลังภายในร่างกายที่ได้ซึมซับมา และเต็มไปด้วยความกระหายในการต่อสู้เป็นอย่างมาก พวกเขาเริ่มลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้ง โดยอยู่ภายใต้การนำทัพของ Aatrox การต่อสู้ที่บ้าคลั่งครั้งนั้น ด้วยจำนวนนักรบเพียงแค่สิบคน ก็สามารถทำให้พวกเขาได้รับชัยชนะที่ไม่เคยคาดฝันได้ หลังจากสงครามจบลง Aatrox ได้หายตัวไป แต่เหล่าทหารของ Protectorate รับรู้ว่าความกระหายในการทำสงครามนั้นไม่ได้หายไปด้วย ชัยชนะที่น่าประหลาดใจของพวกเขานี้ ได้นำพาไปสู่การกระทำอื่นๆมากมาย พวกเขาสามารถเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยชัยชนะที่ได้รับ คนในชาติต่างพากันยกย่องพวกเขาให้เป็นวีรบุรุษ ถึงแม้จะช่วยเหลือให้อารยธรรมของเขารอดพ้นจากการล่มสลาย แต่ความมืดในจิตใจของเหล่านักรบนั้นคงอยู่ วันเวลาผ่านพ้นไป บางอย่างในตัวของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ความทรงจำในครั้งที่ทำสงครามนั้นเริ่มจะเลือนลาง แต่มันกลับถูกแทนที่มาด้วยความนึกคิดที่ชั่วร้ายเข้ามาแทนที่ การกระทำของพวกเขานั้นอาจจะแสดงถึงความกล้าหาญ แต่จริงๆแล้วนั้นมันเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม และร้ายกาจ ที่ทำขึ้นมาด้วยมือของตัวพวกเขาเอง เรื่องเล่าทำนองนี้ ได้ถูกเล่าขานสืบทอดกันมาในตำนานของหลายวัฒนธรรม ซึ่งมีจุดต่างกันเพียงแค่ว่า พวกเขาจะเชื่อเกี่ยวกับเรื่องที่เล่านี้ หรือไม่เชื่อ ในครั้งอดีตกาล การที่ได้พบเจอกับ Aatrox นั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลของสงครามที่สำคัญมากมายหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะถูกคนจดจำในแบบใดก็ตาม ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือผู้ช่วยให้รอดชีวิตในเวลาที่เกิดความมืดมิดอับจนหนทางเสมอ ตำนานที่แท้จริงของ Aatrox นั้นไม่มีใครทราบ แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และมากด้วยการห้ำหั่นกันก็เป็นได้ ''บางครั้งก็ต่อสู้ก็เพื่อเกียรติยศ บางครั้งก็ต่อสู้เพื่อความรุ่งโรจน์ ไม่ว่ามันจะอย่างไรก็ตาม มันสำคัญที่ว่าเจ้ายืนหยัดต่อสู้หรือไม่'' -- Aatrox

    Read More
  • Ahri

    the Nine-Tailed Fox

    Ahri แตกต่างจากจิ้งจอกตัวอื่นที่เดินทางท่องเที่ยวไปตามทางในป่าที่อยู่ทางตอนใต้ของ Ionia เธอมีความรู้สึกแปลก ๆ อยู่เสมอว่า เธอสามารถเชื่อมต่อกับโลกเวทมนตร์รอบตัวเธอได้ ซึ่งการเชื่อมต่อของเธอนั้น มันยังไม่สมบูรณ์ ลึกลงไปในใจของเธอ เธอรู้สึกว่า เธอเกิดมาพร้อมกับความโชคร้าย และมีความฝันว่า วันหนึ่งเธออยากจะกลายเป็นมนุษย์ ความฝันของเธอนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตื่นขึ้นมา แล้วได้เห็นการต่อสู้อันน่าสยดสยองของมนุษย์ที่ฆ่าฟันกันเอง สิ่งที่เธอเห็นนั้น เต็มไปด้วยทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต จนเธอได้ไปพบกับชายคนหนึ่ง เขาดูช่างซูบซีด สวมเสื้อคลุมยาว ท่ามกลางคืนเดือนมืดของโลกเวทมนตร์ ซึ่งพลังชีวิตของเขากำลังไหลออกจากตัวเขาอย่างรวดเร็ว เธอได้เข้าไปหาชายคนนั้น และมีบางสิ่งภายในตัวเธอตื่นขึ้นมา เธอยื่นมือไปที่ชายคนนั้น และเกิดบางสิ่งที่เธอไม่สามารถเข้าใจได้ขึ้นกับเธอ พลังชีวิตและพลังเวทย์ของชายคนนั้นไหลเข้าสู่ตัวเธอ เธอรู้สึกถึงพลังอันมากมาย เธอรู้สึกเหมือนพึ่งตื่นจากความฝัน ร่างของเธอเปลี่ยนเป็นรูปร่างของมนุษย์ และพบว่าขนขาวอันอ่อนนุ่มของเธอค่อย ๆ จางหายไป ร่างกายของเธอสูงขึ้นและอ่อนช้อยมากขึ้น ถึงแม้ร่างกายของเธอจะดูเหมือนมนุษย์ แต่เธอก็รู้ถึงความจริงว่า การกลายสภาพนั้นยังไม่สมบูรณ์ เธอจึงพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมมนุษย์ และใช้ความงามล่อลวงมนุษย์เข้ามา ทำให้เธอจะสามารถกลืนกินพลังชีวิตได้ เมื่อมีเหยื่ออยู่ภายใต้อำนาจมนต์เสน่ห์ของเธอ แต่ในช่วงท้ายนั้น เธอกลับพบว่า ยิ่งเธอพรากชีวิตไปมากเท่าใด กลับยิ่งมีความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นภายในจิตใจของเธอ เธอตระหนักได้ว่า ในใจของเธอนั้นเจ็บปวด ซึ่งมันมาจากความมีคุณธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของเธอนั่นเอง Ahri จึงพยายามหาทางออกของปัญหานี้ และเธอก็ได้มาพบกับสถาบันแห่งสงคราม ที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเหล่านักเวทย์ของ Runeterra พวกเขาเสนอโอกาสให้เธอ เพื่อให้เธอได้บรรลุถึงเป้าหมาย โดยการเข้ารับใช้ใน League of Legends ''ความเมตตาเป็นความสวยงามของมนุษย์... และความรับผิดชอบ'' -- Ahri

    Read More
  • Akali

    the Fist of Shadow

    ในประเทศ Ionia นั้น ยังมีองค์กรใต้ดินโบราณที่มีหน้าที่ในการช่วยควบคุมสมดุลต่าง ๆ (ความเป็นระเบียบ ความวุ่นวาย แสงสว่าง หรือแม้แต่ความมืด) เพื่อให้อยู่ในความเรียบร้อยตลอดมา โดยสมดุลทั้งหลายที่กล่าวมานั้น จักต้องดำเนินไปในทิศทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งมันเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติของจักรวาล.. องค์กรแห่งนี้มีชื่อว่า Kinkou ซึ่งในองค์กรแห่งนี้ได้มีการแต่งตั้งนักรบ 3 คนเพื่อบรรจุเข้าไปในหน่วยที่ทำหน้าที่นี้ ซึ่งหน่วยนี้มีชื่อว่า Shadow Warriors (นักรบเงา) และ Akali เป็นหนึ่งในหน่วยนักรบเงานี้ หน้าที่ของเธอคือคอยกำจัดสิ่งแปลกปลอม รวมถึงบุคคลที่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยต่อนคร Valoran เพื่อรักษาสมดุลของนครให้คงอยู่ Akali มีพรสวรรค์ในด้านการต่อสู้ ตั้งแต่ครั้งยังเด็ก เธอเริ่มที่จะฝึกฝนการต่อสู้กับแม่ของเธอ โดยฝึกอย่างหนัก ตั้งแต่ที่เธอเริ่มกำหมัดได้ โดยมีคติที่ยึดมั่นคือ ''เราจักต้องทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ'' Akali ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของนักรบเงา ตั้งแต่ตอนที่เธออายุเพียง 14 เท่านั้น ซึ่งในขณะนั้น เธอมีความสามารถสูง ขนาดสามารถตัดโซ่ที่แขวนไว้ได้ด้วยมือเปล่า ซึ่งคงไม่มีข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อย เธอสามารถทำให้แม่ของเธอภูมิใจมากในฐานะนักรบเงา แต่ด้วยในฐานะนักรบเงาแล้ว Akali จะต้องทำสิ่งในสิ่งต่าง ๆ ที่คนทั่วไปคิดว่ามันผิดศีลธรรม แต่สำหรับตัวเธอแล้วไม่เลย มันคือการทำตามคำสั่งสอนของบุพการีนั่นเอง ขณะนี้ Akali ทำงานร่วมกับ Shen และ Kennen เพื่อรักษาความสมดุลของโลก Valoran เพื่อสิ่งที่ยึดมั่นนี้ ทั้งสามจึงเข้าสู่ Fields of Justice ''อย่าได้คิดทำลายสมดุลของโลก เพราะนักรบเงาจับตาดูคุณอยู่''

    Read More
  • Alistar

    the Minotaur

    ในฐานะนักรบที่น่าเกรงขามแห่งชนเผ่ามิโนทอร์แห่งเทือกเขา Great Barrier Alistar ปกป้องชนเผ่าของตนเองจากภัยอันตรายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเมือง Valoran จนกระทั่งกองกำลังของ Noxus มาถึง Alistar ได้ถูกหลอกล่อให้ออกจากหมู่บ้านของเขา โดยอุบายของผู้บังคับบัญชา Keiran Darkwill ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กของนายพล Boram Darkwill เมื่อ Alistar กลับมาถึง เขาก็พบกับหมู่บ้านที่ถูกเผาไหม้จนเหลือแต่ซาก อีกทั้งครอบครัวของเขาก็ถูกสังหารจนหมดอีกด้วย ด้วยความแค้นอย่างแสนสาหัส Alistar ร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง และบุกเข้าไปเพื่อทำลายกองทัพของ Noxus และยังสังหารทหารไปอีกหลายร้อย จนกระทั่ง Alistar โดนซัมมอนเนอร์ฝีมือดีของ Noxus จัดการ และส่ง Alistar ไปจองจำในคุกของ Noxus จึงทำให้ Alistar ต้องใช้ชีวิตหลายปีอยู่ในคุก ในฐานะนักสู้กลาดิเอเตอร์ที่ต้องคอยต่อสู้ เพื่อความบันเทิงของเหล่าเศรษฐีใน Noxus จนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยไปเป็นปี จิตวิญญาณของ Alistar เริ่มที่จะสับสน และเขาหดหู่ลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะกลายเป็นบ้า แต่แล้วโชคชะตาก็ยังไม่ละเขา เขาได้พบกับสาวใช้คนหนึ่งในคุก เธอคนนี้มีนามว่า Ayelia ผู้ซึ่งคอยเป็นเพื่อน Alistar อีกทั้งยังช่วยให้ Alistar หลบหนีออกจากคุกได้อีกด้วย ทันทีที่เป็นอิสระ Alistar จึงเข้าร่วม League of Legends ในฐานะของแชมป์เปี้ยน รอวันที่จะล้างแค้น Noxus และช่วยเหลือ Ayelia สาวน้อยที่ทำให้ชีวิตของเขากลับมามีความหวังอีกครั้งให้สำเร็จให้ได้ ในตอนแรกนั้น Alistar ไม่เต็มใจเท่าไหร่นักกับความมีชื่อของเขาในฐานะแชมป์เปี้ยน แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ค้นพบว่า ชื่อเสียงที่เขามีนั้น แท้จริงแล้วก็มีประโยชน์อยู่ เขาได้ผันตัวเองไปเป็นแกนนำสนับสนุนให้กับผู้คนที่ถูกรัฐบาลของ Noxus กดขี่ และมักที่จะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความลับที่ Noxus ปกปิดเอาไว้อยู่เสมอ ๆ งานการกุศลของเขาทำให้ Alistar ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งมันช่างขัดแย้งกับความรุนแรงและความพินาศที่เขานำเข้ามาสู่ League of Legends ซะเหลือเกิน ถ้าคุณกล้าที่จะเผชิญปัญหาในฐานะซัมมอนเนอร์แล้วละก็ Alistar จะอยู่เคียงข้างคุณเอง

    Read More
  • Amumu

    the Sad Mummy

    Amumu เป็นซากศพเคลื่อนที่ขนาดจิ๋วที่เร่ร่อนไปทั่วโลก เขาพยายามที่จะตามหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองให้พบ ในตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาจากหลุมฝังศพโบราณใน Shurima ในสภาพที่ถูกห่อตัวเอาไว้ โดยไม่รู้เรื่องถึงอดีตของตนเองเลย เขาเดินทางด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าเหลือคณานับ

    Read More
  • Anivia

    the Cryophoenix

    Anivia คือตัวแทนของฤดูเหมันต์ที่หนาวจับใจ เธอเป็นตัวแทนของสิ่งลี้ลับจากเวทมนตร์สายน้ำแข็ง และยังเป็นผู้พิทักษ์ที่คุ้มครอง Freljord อยู่มาเป็นเวลานาน เธอนั้นสามารถควบคุมพลังความเกรี้ยวกราดของดินแดนด้วยตัวเอง เธอสามารถเรียกหิมะและสายลมน้ำแข็ง เพื่อที่จะไว้คอยปกป้องคุ้มครองบ้านของเธอจากเหล่าศัตรูต่าง ๆ ที่พยายามบุกรุกเข้ามาในอาณาเขต เธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เต็มไปด้วยความลึกลับ Anivia มีโชคชะตาอันเป็นนิรันดร์ เธอคอยเฝ้าดูแล Freljord ผ่านการมีชีวิต การตาย และการกำเนิดใหม่ของเธอ Anivia นั้นได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขต Freljord ดินแดนซึ่งเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว ไร้ซึ่งความอบอุ่น ก่อนที่เหล่ามนุษย์จะย่างกรายเข้ามาในดินแดนแห่งทุ่งหญ้าหิมะแห่งนี้ เธอได้เกิดและตาย มากมายหลายครั้งนับไม่ถ้วน เธอเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดวงจรชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ในแต่ละครั้งที่เธอหมดช่วงอายุขัย พายุหิมะจะสงบลง นั่นเป็นข้อบ่งชี้เหตุการณ์สำคัญ และเป็นจุดสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อ Cryophoenix ได้ตายลง ก็เสมือนกับเป็นการสิ้นสุดของยุคสมัย และเมื่อเธอได้กำเนิดขึ้นมาใหม่ ก็เสมือนว่าเป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่เช่นกัน ถึงแม้ว่าการกำเนิดใหม่แต่ละครั้ง จะทำให้ความทรงจำบางส่วนในช่วงชีวิตก่อนหน้าจางหายไปบ้าง แต่เธอก็จะรู้ตัวตลอดเวลา ว่าตัวเธอนั้นมีจุดมุ่งหมายหนึ่งที่แน่ชัด นั่นก็คือ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เธอก็จะต้องปกป้องดินแดน Freljord ตราบนิจนิรันดร ในการกำเนิดครั้งล่าสุดของ Anivia เธอต้องมาเป็นประจักษ์พยานให้กับเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ เธอได้เฝ้ามอง และคอยปกป้องดูแลดินแดนของพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจ เปรียบดั่งความรุ่งเรืองของพวกเขา แต่แล้วความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็อยู่ได้ไม่นาน ชนเผ่าได้แตกแยก มันได้ถูกแยกออกเป็นสามฝ่าย และหลังจากกลียุคได้เริ่มต้นขึ้น Anivia ได้เฝ้ามองเหล่าชาว Freljord ที่เข้ามาพัวพันกับการต่อสู้ในครั้งนี้ เมื่อเธอพยายามดิ้นรนยุติปัญหาที่ทำให้ดินแดนของเธอถูกแบ่งแยก เพราะต้องการให้กลับมาเหมือนเดิม แต่เธอก็ได้พบกับพลังแห่งความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ ที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล มันได้เริ่มฝังลึกลงภายในโลกใบนี้แล้ว ความหวาดกลัวที่เธอได้พบเจอนั้นมากมายกว่าที่เคยพบ เธอรับรู้ได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ของน้ำแข็งที่ถูกทำให้แปดเปื้อน เหมือนดั่งเลือดที่หยดลงในน้ำ ความมืดได้เริ่มคืบคลานเข้ามาครอบคลุม Freljord ด้วยโชคชะตาที่เธอมี พลังแห่งดินแดนนี้ก็คือพลังของเธอ Anivia รู้ดีว่าถ้าความชั่วเหล่านั้นได้ฝังรากลึกลงในบ้านเกิดของเธอแล้ว มันก็เปรียบเสมือนความชั่วเหล่านั้นได้เข้ามาสู่จิตใจของเธอด้วยเช่นกัน มันจะทำให้เธอไม่สามารถที่จะเป็นผู้ปกป้องพลังบริสุทธิ์ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ Cryophoenix จำเป็นต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง จนในที่สุด Anivia ก็ได้พบกับพันธมิตรอย่าง Ashe, the Frost Archer แห่ง Avarosan ด้วยความที่ Ashe เชื่อว่าความขัดแย้งใน Freljord อาจจะไม่มีวันสิ้นสุด Anivia จึงเสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ เธอจะเป็นผู้คอยสนับสนุนผู้นำเผ่าคนนี้เรื่อยไป เมื่อสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้ได้เริ่มต้นขึ้น Anivia ก็พร้อมเสมอสำหรับการต่อสู้เพื่อนำสันติภาพกลับคืนมา แต่เธอก็รู้ถึงโชคชะตาชีวิตของเธอ สักวันหนึ่งเหล่าปีศาจร้ายจะก่อตัวขึ้นมาจากพลังน้ำแข็ง และเธอเองนั่นแหละคือคนที่จะต้องทำลายพวกมัน ไม่ว่าเธอจะต้องสูญเสียมากมายเพียงใดก็ตาม ''ข้าคือความเย็นยะเยือกของน้ำแข็ง ข้าคือสายลมอันหนาวเหน็บ ข้าคือความเกรี้ยวโกรธแห่งพายุหิมะ ข้าคือ Freljord'' -- Anivia

    Read More
  • Annie

    the Dark Child

    ในช่วงเวลาก่อนสงคราม League จะเริ่มขึ้น มีผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง Noxus ที่ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัว และเขาก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำชั่วของกลุ่มบัญชาการที่อยู่เบื้องบนของ Noxus (The Noxian High Command) คนกลุ่มนี้พยายามจะทำการกบฏ ซึ่งนำโดยผู้ที่เรียกตัวเองว่า มกุฎราชกุมาร Raschallion แต่แผนการของพวกเขากลับต้องล้มเหลว และถูก The Noxian High Command กำจัด หลังจากนั้นทาง The Noxian High Command ยังกำจัดภัยคุกคามทั้งหมดที่ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นและอาจจะมีผลกระทบกับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะถูกก่อตั้งขึ้นในอนาคต กลุ่มกบฏที่ถูกขับไล่มีนามว่า The Gray Order ผู้นำของ The Gray Order คือ สองสามีภรรยานามว่า Gregori Hastur (The Gray Warlock) และภรรยาของเขา Amoline Hastur (The Shadow Witch) พวกเขาทิ้งอดีตอันแสนเศร้า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเอาไว้เบื้องหลัง แล้วหันไปศึกษาเวทมนตร์ด้านมืด และได้ชักนำกลุ่มนักเวทมนตร์และกลุ่มปัญญาชนจากประเทศ Noxus อพยพไปด้วยกัน และได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ทางด้านหลังของเทือกเขา The Great Barrier บนพื้นที่ทางตอนเหนือของ Voodoo Lands ซึ่งเป็นที่แร้งแค้นและยากต่อการดำรงอยู่ แต่กลุ่ม The Gray Order ก็สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ หลายปีหลังจากการอพยพ Gregori และ Amoline ได้ให้กำเนิดเด็กคนหนึ่งขึ้นมานามว่า Annie ทั้งคู่รู้ว่ามีสิ่งพิเศษบางอย่างอยู่ในตัวของ Annie ตั้งแต่เธออายุยังน้อย เมื่อ Annie อายุได้สองขวบ เธอสามารถจับหมีแห่งเงาที่อาศัยอยู่ในป่านอกค่ายที่พักให้มาเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอได้ เธอตั้งชื่อมันว่า Tibbers และ Annie ได้ทำการขัง Tibbers ไว้ในรูปแบบของตุ๊กตา เพื่อที่เธอจะสามารถหิ้วมันไปไหนมาไหนได้ เหมือนกับของเล่นทั่วไป ด้วยส่วนผสมของสายเลือด และพลังเวทมนตร์ดำจากสถานที่ที่เธอกำเนิด จึงทำให้ Annie มีพลังเวทย์มหาศาลอยู่ในตัว ด้วยพลังที่ว่านี้ทำให้เธอเป็นที่หมายปองของหลาย ๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่ได้ขับไล่พ่อและแม่ของเธอไปในอดีต ''Annie น่าจะเป็นหนึ่งในแชมป์เปี้ยนที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยสู้ใน Field of Justice... ข้ารู้สึกขนลุกทุกครั้ง เมื่อนึกถึงความสามารถของเธอ เมื่อเธอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว'' -- สมาชิกสภาสูง Kiersta Mandrake กล่าวไว้

    Read More
  • Ashe

    the Frost Archer

    ลูกธนูทุกดอกที่เธอยิงออกมาจากธนูน้ำแข็งวิเศษโบราณที่เธอใช้ ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแจ้งว่า Ashe เป็นปรมาจารย์ด้านการยิงธนู เธอมีการตัดสินใจเลือกเป้าหมายอย่างละเอียดละออ รอจังหวะที่ควร แล้วยิงจู่โจมด้วยพลัง และความแม่นยำ มันเป็นเฉกเช่นเดียวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของเธอ ที่ต้องการรวบรวมชนเผ่าใน Freljord และสร้างสรรค์ให้กลายเป็นชาติที่เกรียงไกรยิ่งกว่าใคร ในช่วงวัยเยาว์ Ashe เป็นเด็กช่างฝัน เธอชอบไปดูสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่างป้อมปราการที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ และยังใช้เวลาไปกับการฟังเรื่องเล่ารอบกองไฟ อย่างเช่นนิทานผู้มีชัยแห่ง Freljord แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่เธอชอบที่สุดก็คือ ตำนานแห่ง Avarosa ราชินีผู้งดงาม และมีชื่อเสียงจากการรวม Freljord ให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าเธอจะถูกแม่ของเธอดุ ว่าเป็นเด็กที่โง่เขลาที่ไปเชื่อเรื่องแบบนั้น แต่ Ashe ก็สาบานว่า วันหนึ่งเธอจะเข้าร่วมกับชนเผ่าที่กระจัดกระจายอยู่ และเข้าสู้รบบนทุ่งกว้าง เธอรู้ดีว่าถ้าประชาชนของเธอ ร่วมต่อสู้ไปด้วยกันอีกครั้งได้ พวกเขาจะได้พบกับความยิ่งใหญ่อีกครั้งอย่างแน่นอน เมื่อ Ashe มีอายุครบ 15 ขวบ เธอก็ต้องสูญเสียแม่ไป แม่ของเธอถูกสังหารในระหว่างที่กำลังสั่งการที่หน้าด่าน เหตุการณ์ในตอนนั้นเอง ที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นความเป็นผู้นำในตัวเธอ Ashe ได้ทำการตัดสินใจด้วยวิสัยทัศน์ แทนที่จะตามล้างแค้น เธอได้มองไปถึงความต้องการของชนเผ่า ถึงเวลาแล้วที่จะทิ้งความอาฆาตไป แล้วทำหน้าที่เพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชน ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักรบบางคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเธอ อีกทั้งยังมีแผนขายชาติ ด้วยการสังหารเธออีกด้วย มือสังหารจะเล็งลอบสังหารในขณะ Ashe ออกไปล่าสัตว์ประจำวัน แต่แผนการของพวกเขาถูกขัดจังหวะ ด้วยเสียงร้องเตือนของเหยี่ยวตัวใหญ่ Ashe หันกลับไปมองดูคนในชนเผ่าของเธอ ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับดาบ เธอวิ่งหนีออกมา วิ่งโดยไม่หยุดหย่อนเป็นเวลามากกว่าชั่วโมง ทำให้เธอพาตนเองเดินทางลึกเข้าไปในดินแดนที่ไม่มีบันทึกแผนที่ อีกทั้งอาวุธของเธอก็หายไปในระหว่างที่ถูกตามล่า แล้วเธอก็ได้ยินเสียงร้องของเหยี่ยวอีกครั้ง หลังจากที่มันได้ช่วยชีวิตเธอไว้ Ashe จึงเกิดความเชื่อถือในตัวมัน เดินติดตามมันไปยังที่โล่ง เมื่อเธอเดินมาถึง เธอก็สังเกตเห็นว่ามีนกมากมายเกาะอยู่บนกองหินตรงหน้าเธอ มันดูเหมือนจะเป็นหินโบราณที่ใช้ฝังศพของชาว Freljord เมื่อเธอสังเกตเห็นถึงเหยี่ยวที่เกาะอยู่ มันได้ชายตามองมาที่เธอ แล้วมันก็ส่งเสียงร้องอีกครั้งก่อนที่มันจะบินหนีไป เมื่อ Ashe เดินเข้าใกล้กองหิน เธอรู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ ลมหายใจของเธอเปลี่ยนเป็นไอน้ำแข็ง สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ลึกเข้าไปถึงกระดูก เมื่อสังเกตหินก้อนที่อยู่ด้านบนสุดของกอง จึงเห็นว่ามันมีเครื่องหมายสลักไว้อยู่ด้วย และนั่นเป็นสัญลักษณ์ของ Avarosa ในตอนนั้นเอง เหล่ามือสังหารได้ติดตามมาทัน Ashe จึงยกก้อนหินนั้นขึ้นมาเพราะหวังจะป้องกันตัวเอง แต่เธอก็ได้เหลือบไปเห็นถึงของบางอย่าง ที่ถูกซ่อนไว้ข้างใต้มัน มันเป็นคันธนูที่ดูหรูหรา ที่ถูกสรรค์สร้างแกะสลักขึ้นมาจากน้ำแข็ง เธอจึงรีบคว้ามันขึ้นมา แต่เธอก็ต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเพราะเกล็ดน้ำแข็งกัดขึ้นบนนิ้วมือของเธอ เธอจึงกลั้นใจดึงธนูออกมาจากที่ที่มันเคยอยู่ ความเย็นที่หลั่งออกมาจากอาวุธวิเศษได้ไหลเข้าไปสู่ร่างของ Ashe พลังมหาศาลที่แอบซ่อนอยู่ภายในตัวเธอตลอดมาอย่างสงบ ได้ถูกปลุกตื่นขึ้นมา Ashe หันกลับไปหาเหล่ามือสังหาร เธอโก่งธนูโดยสัญชาตญาณ ลูกธนูน้ำแข็งถูกสร้างขึ้นมาจากความเย็นที่เข้าแช่แข็งอากาศ ทำให้เธอสามารถหยุดการจลาจลได้ในการกวาดยิงเพียงครั้งเดียว เมื่อเธอจัดการมือสังหารเสร็จ เธอจึงนำก้อนหินกลับไปวางยังที่เดิม และกล่าวขอบคุณ Avarosa ที่ให้ของขวัญชิ้นนี้แก่เธอ แล้วจึงออกเดินทางกลับบ้าน เมื่อ Ashe กลับมาถึง คนชนเผ่าต่างยอมรับในตัวเธอทันที เพราะตอนนี้เธอเป็นผู้ที่ได้รับสืบทอดอาวุธในตำนานของอดีตราชินีแห่ง Freljord ด้วยธนู Avarosa และวิสัยทัศน์ของเธอ ในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ชนเผ่าของ Ashe ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น จนกระทั่งยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดน Freljord ซึ่งในตอนนี้ เป็นที่รู้จักกันในนาม Avarosan พวกเขาอยู่ร่วมกันด้วยความเชื่อที่ว่า Freljord จะสามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้ และจะกลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง ''ชนเผ่ารวมเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนรวมเป็นหนึ่งเดียว Freljord ก็สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้'' -- Ashe

    Read More
  • Azir

    the Emperor of the Sands

    เมื่อมนุษย์ตาบอดด้วยความโอหังของเขาเอง Azir จึงกลับมาพร้อมร่างจุติในทะเลทรายอันร้อนระอุ ด้วยพลังอำนาจที่ไม่มีใครเทียบได้ เขากำลังหาทางฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ในอดีตของ Shurima ถึงจะมีบางคนโต้แย้งถึงสิทธิในการปกครองของเขา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธพลังอำนาจของ Azir ได้

    Read More
  • Bard

    the Wandering Caretaker

    Bard ได้เดินทางก้าวข้ามดินแดนแห่งจินตนาการของเหล่ามนุษย์ทั่วไป เหล่านักวิชาการแห่งดินแดน Valoran ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของพวกเขาเพื่อเรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับนี้ ตามประวัติศาสตร์เก่าแก่ของ Valoran เหล่าผู้คนเรียกดวงวิญญาณลึกลับนี้ ด้วยชื่อเรียกแตกต่างกันมากมาย แต่ทว่าชื่อเรียกอย่าง Cosmic Vagabond และ Great Caretaker เป็นเพียงชื่อเรียกแสดงเจตจำนงชั่วคราวของเขาเท่านั้น เมื่อที่โครงสร้างที่ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ของจักรวาลถูกคุกคาม Bard นำพาการดำรงอยู่ทั้งหมดหนีออกจากการทำลายล้าง

    Read More
  • Blitzcrank

    the Great Steam Golem

    มหานครเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ Zaun เป็นสถานที่ซึ่งเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์ได้เข้าหลอมรวมกัน มีการทดลองที่ยังไม่รับการพิสูจน์เกิดขึ้นอย่างมากมายในมหานครแห่งนี้ ทางการของมหานคร Zaun ได้มีคำสั่งให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์เร่งทำผลงานออกมาแสดงเพื่อพิสูจน์ตนเอง ไม่ว่าผลงานนั้นจะดีขึ้น หรือว่าจะเลวร้ายลง และในภายใต้สภาวะที่กดดันอย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ทีมนักประดิษฐ์ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่ง Zaun ได้คิดค้นจักรกลไอน้ำอัจฉริยะขึ้นมา นั่นคือ ''Blitzcrank'' นั่นเอง ในตอนแรก Blitzcrank ได้ถูกใช้งานแทนมนุษย์ในภารกิจที่มีความอันตรายสูง แต่แล้ววันหนึ่ง Blitzcrank เริ่มที่จะแสดงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดออกมานั่นคือ มันดูเหมือนว่าเขาเริ่มที่จะมีความรู้สึกนึกคิด เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ Blitzcrank เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นจากการแสดงความสามารถ เขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นเรื่องเศร้าที่ว่า Blitzcrank ที่เป็นผลงานของเหล่านักศึกษานั้น ได้ถูกศาสตราจารย์ Stanwick Pididly อ้างว่าเป็นผลงานของตน ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย ได้มีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงว่า Blitzcrank มีชีวิตจิตใจ และ Blitzcrank ได้ร้องขออย่างสุภาพในการที่จะขอให้ตัวเองได้เป็นอิสระ และด้วยการสนับสนุนจากสาธารณะชน Blitzcrank ก็เป็นอิสรภาพภายในไม่กี่สัปดาห์ ด้วยความที่ Blitzcrank รู้ตัวดีว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ทำให้เขาตัดสินใจที่จะออกจากมหานครเวทมนตร์ Zaun ด้วยความรู้สึกค้างคาที่อยู่ในใจของเขาว่า ''ไม่มีที่อยู่ให้แก่ตัวประหลาดอยู่'' จนกระทั่งเขาได้เดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งใน Valoran ที่ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตแบบเขาอาศัยอยู่ Blitzcrank สามารถปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังประยุกต์ความสามารถของเขา เพื่อใช้ต่อสู้ใน Field of Justice ได้อีกด้วย แม้ว่า Blitzcrank จะโจมตีทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ลึก ๆ ภายใต้เหล็กกล้าแล้ว เขาก็ยังมีหัวใจทองคำอันแสนอ่อนโยน ที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเหล็กกล้าอีกชั้นหนึ่ง

    Read More
  • Brand

    the Burning Vengeance

    ในที่ที่ซึ่งไกลโพ้นที่รู้จักกันในนาม Lokfar มีโจรสลัดผู้หนึ่งนามว่า Kegan Rodhe กิจวัตรของเขาคือการออกล่องเรือเดินทางไปกับมิตรสหายของเขา ออกขโมยสมบัติต่าง ๆ ของเหล่าผู้คนที่ไม่ทันระวังตัว สำหรับบางคนแล้ว Kegan คือสัตว์ประหลาด แต่สำหรับอีกคนกลุ่มหนึ่ง เขาก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ในคืนหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังแล่นเรือผ่านทะเลอาร์คติกอยู่นั้น พวกเขาได้พบเห็นแสงประหลาดที่กำลังสั่นไหวอยู่เหนือแผ่นดินที่รกร้างแต่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง และเมื่อพวกเขาจ้องมองแสงประหลาดนั้น พวกเขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ และเหมือนโดนสะกดจิตให้มุ่งเข้าไปยังแสงนั้น ในขณะนั้น พวกเขาดูเหมือนกับแมงเม่าที่โบยบินเข้าหากองไฟ หลังจากการเดินทางฝ่าหิมะอันหนาวเหน็บและแสนยากลำบาก พวกเขาก็มาถึงถ้ำแห่งหนึ่งที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยอักขระโบราณ ซึ่งพวกเขาไม่เข้าใจความหมายของมันเลย Kegan อาสานำเข้าไปคนแรก ภายในถ้ำเขาพบเปลวเพลิงกองใหญ่กองหนึ่ง แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่ว่าภายใต้ถ้ำที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งมากมายมหาศาลนั้น กลับไม่มีสิ่งใดถูกเผาไหม้ หรือละลายภายใต้กองไฟแห่งนี้เลย ทั้ง ๆ ที่เปลวไฟลุกโชติช่วง และดูน่ากลัวเกินกว่าจะเข้าไปใกล้ได้ แต่กองไฟแห่งนี้กับมีพลังลึกลับคล้ายกับบทเพลงอันหอมหวานชวนให้หลงใหลหลอกลวงผู้คนให้เข้าไปหาด้วยมนต์สะกด Kegan ไม่อาจต้านทานมนต์สะกดได้ เขาได้เอื้อมมือไปแตะต้องมัน ในขณะที่คนอื่น ๆ อยู่ข้างหลัง... นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ Kegan จำความได้ ในตอนนี้เขาได้กลายร่างเป็น Brand สิ่งมีชีวิตจากโบราณกาล Brand ที่ถูกขนานนามว่า เปลวเพลิงแห่งความอาฆาต ซึ่งถูกจารึกไว้ในอักขระโบราณ ว่ากันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดมาจากไฟแห่งความเกลียดชัง ที่นำมาซึ่งความวินาศในทุก ๆ ที่ที่เขาไป ไม่มีใครทราบว่า Brand มายังทวีป Valoran ได้อย่างไร แต่ทันทีที่เขามาถึงเขาก็เริ่มการทำลายล้างทันที เมื่อหลังจากที่ Brand ถูกกองกำลังของ Demacia ปราบ และกองกำลัง Demacia ได้ให้ทางเลือกกับ Brand สองทางเลือก คือ หนึ่งต่อสู้ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือตาย และเป็นที่แน่นอนว่า Brand เลือกที่จะใช้พลังทำลายล้างของเขาในสงคราม League และนั่นคือที่มาของ เปลวเพลิงแห่งความอาฆาต Brand... ''สถานที่แห่งนี้จะต้องพินาศด้วยเปลวเพลิง แต่ไม่ใช่จากเถ้าถ่านหรือสายลม แต่มันจะมาจากเปลวเพลิงที่อยู่บนมือของข้านั่นเอง'' -- Brand

    Read More
  • Braum

    the Heart of the Freljord

    ''ฟังนิทานก่อนนอนไหมจ๊ะ?'' ''คุณยายคะ หนูโตเกินกว่าจะฟังเรื่องพวกนี้แล้ว'' ''หนูยังไม่โตเกินไปที่จะฟังหรอกจ้ะ'' สาวน้อยคลานขึ้นเตียงแบบไม่ค่อยเต็มใจนักและรอฟัง เธอรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในขณะที่ด้านนอกมีลมหนาวพัดเสียงโหยหวน ท่ามกลางหิมะแสนเย็นที่ตกโปรยปราย ''เรื่องแบบไหนดีล่ะ? เรื่องเล่าของแม่มดน้ำแข็งดีไหม?'' คุณยายกล่าวถาม ''ไม่ ไม่เอาเรื่องของเธอ'' ''งั้น เรื่องของ Braum ล่ะ?'' เธอได้คำตอบเป็นความเงียบสงัด หญิงชราจึงยิ้มพร้อมเริ่มเล่าต่อ ''โอ้ มีหลายเรื่องเลยจ้ะ คุณเทียดของหลานได้เล่าเอาไว้มากมาย อย่างเมื่อครั้งที่ Braum ปกป้องหมู่บ้านของเราจากมังกรยักษ์ หรืออย่างเมื่อนานมาแล้วที่เขาลุยธารลาวา หรืออย่าง...'' เธอหยุดชะงักครู่หนึ่ง พร้อมกับวางนิ้วแตะริมฝีปาก ''ยายเคยเล่าถึงตอนที่ว่า Braum ได้โล่มาได้ยังไงหรือยังจ๊ะ?'' สาวน้อยสั่นศีรษะแทนคำตอบ ในขณะที่เตาไฟช่วยเพิ่มความอบอุ่นไล่ลมหนาว ''เอาละ เรื่องมีอยู่ว่า บนภูเขาที่อยู่ใกล้หมู่บ้านของเรา เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ชายที่มีนามว่า Braum'' ''หนูรู้แล้ว!'' ''ส่วนใหญ่เขามักจะเก็บตัวเฝ้าเลี้ยงแกะและแพะ อยู่แต่ในฟาร์มของเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนใจดีกับทุกคนที่พบเขา เขามักจะมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มอยู่เสมอ'' ''จนกระทั่งในวันหนึ่งที่เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น เมื่อโทรลล์หนุ่มน้อย อืมเขาน่าจะอายุพอ ๆ กับหนูนะ เขาได้ทำการไต่ภูเขาขึ้นไปแล้วพบกับห้องเก็บสมบัติซ่อนอยู่ในอุโมงค์บนภูเขา ที่ประตูทางเข้านั้น มีการปิดรักษาด้วยประตูหินขนาดยักษ์ ที่ถูกประดับตกแต่งด้วยเศษน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายตรงใจกลาง เมื่อโทรลล์หนุ่มเปิดประตูเข้าไป เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตนเองเลย เขาพบกับสมบัติกองสูงที่เต็มไปด้วย ทอง อัญมณีต่าง ๆ แวววับ และสมบัติอีกมากมายยิ่งกว่าที่เขาเคยพบเห็นมา!'' ''แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ห้องสมบัติที่เขาพบนั้นเป็นเพียงกับดักที่แม่มดน้ำแข็งได้ทำการลงคำสาปเอาไว้ และเมื่อเจ้าโทรลล์หนุ่มน้อยย่างก้าวเข้าไปห้อง ประตูเวทมนตร์ก็ปิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับขังเขาไว้ข้างในห้องนั้น! เจ้าโทรลล์หนุ่มได้ลองพยายามทำทุกอย่างที่เขาสามารถที่จะทำได้ แต่เขาก็ไม่สามารถออกมาได้'' ''จนกระทั่งมีคนเลี้ยงแกะเดินผ่านมา และได้ยินเสียงร้องไห้ของเขา เขาจึงได้ตามทุกคนให้รีบเดินทางไปช่วยโทรลล์หนุ่มน้อย แต่ทว่า แม้กระทั่งนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่สามารถเปิดประตูบานนั้นได้ พวกเขาพยายามมากเท่าใดก็ไม่สำเร็จ พ่อแม่ของเจ้าโทรลล์ตัวน้อยก็อยู่ที่ประตูนั่นไม่ห่างไปไหน แม่ของเขาร้องไห้โอดครวญเสียงดังจนสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหมือนจะไร้ซึ่งความหวังแล้ว'' ''จนในที่สุด พวกเขาก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมากจากสถานที่ห่างไกล'' ''ต้องเป็น Braum แน่เลย ใช่ไหมคะ?'' ''หนูฉลาดมากเลยจ้ะ Braum ได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกเขา เขาจึงเดินทางลงมาจากภูเขา เหล่าชาวบ้านจึงบอกเรื่องของโทรลล์หนุ่มน้อยกับคำสาปให้ Braum ฟัง เขายิ้มตอบพร้อมกับพยักหน้า แล้วหันกลับไปยังห้องสมบัติ ยืนประจันหน้ากับเจ้าประตูเจ้าปัญหา เขาลงมือจัดการทั้งดึงทั้งผลัก ทั้งตะบันต่อยและถีบมัน แม้กระทั่งพยายามง้างฉีกบานพับของมันออกมา แต่ประตูก็ไม่ขยับเขยื้อนเลย'' ''แต่เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอคะ!'' ''มันอาจจะทำให้งงสักเล็กน้อยจ้ะ'' คุณยายตอบรับ และเล่าต่อ ''แล้วจากนั้นเป็นเวลา 4 วัน 4 คืน Braum นั่งคิดอยู่บนก้อนหิน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เพราะยังไงก็ตาม ครั้งนี้เขามีชีวิตของโทรลล์หนุ่มน้อยเป็นเดิมพัน ''หลังจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ยามรุ่งอรุณของวันที่ 5 ดวงตาของเขาเบิกกว้าง พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขากล่าวขึ้นมาว่า 'ถ้าฉันไม่สามารถผ่านทางประตูไปได้ งั้นฉันก็แค่ไปผ่านทาง...'' สาวน้อยหยุดคิดตาม และดวงตาเธอเบิกกว้าง ''ทาง... ภูเขา!'' ''ใช่แล้วจ้ะ ภูเขา หลังจากนั้น Braum จึงเดินหน้าขึ้นไปยังยอดเขา แล้วตะบันต่อยดิ่งลงมา ต่อยย้ำแล้วย้ำอีกลงบนหิน หมัดแล้วหมัดเล่า ทำให้ก้อนหินแตก เกิดเป็นเส้นทางลึกลงไปในภูเขา ''เหล่าชาวบ้านต่างเอาใจช่วยลุ้นกันจนลืมหายใจ หินที่อยู่รอบประตูร่วงหล่นจนมันพังทลายลง แล้วเมื่อฝุ่นจางลง พวกเขาก็เห็น Braum ยืนอยู่ท่ามกลางกองสมบัติ และโอบอุ้มเจ้าโทรลล์ตัวน้อยที่ใบหน้าแลดูอ่อนเพลียแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข อยู่ในอ้อมกอดของเขา'' ''หนูคิดไว้แล้ว ว่าเขาต้องทำได้!'' ''แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เฉลิมฉลองกัน รอบ ๆ นั้นก็เริ่มมีเสียงดังกึกก้อง และเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อุโมงค์ที่ Braum ขุดนั้น ส่งผลทำให้ยอดเขาเปราะบางลง จนมันถล่มลงมา! Braum ไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว เขาคว้าเอาประตูอาคมมายกขึ้นป้องกันไว้เหนือหัว ดุจดั่งโล่ที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากการถล่มของยอดเขา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสงบลง Braum ก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงเป็นอย่างมาก แต่ประตูก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลย! Braum จึงตระหนักว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างที่สุดแสนจะพิเศษอย่างแน่นอน'' ''แล้วหลังจากนั้น โล่เวทมนตร์ก็ไม่เคยอยู่ห่างตัว Braum เลย'' สาวน้อยนั่งตัวตรง พร้อมพยายามปกปิดความตื่นเต้นที่เธอมีอยู่ คุณยายนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็ยักไหล่ พร้อมกับลุกเพื่อออกจากห้อง ''คุณยายคะ'' สาวน้อยเรียกเธอเอาไว้ ''เล่าให้ฟังอีกสักเรื่องได้ไหมคะ?'' ''เอาไว้เล่าต่อวันพรุ่งนี้นะจ้ะ'' คุณยายยิ้มตอบ ก่อนที่จะจูบที่หน้าผากสาวน้อย หลังจากนั้นก็เดินไปเป่าเทียนไขเพื่อดับแสงไฟ ''ตอนนี้หนูต้องเข้านอนแล้ว ยายยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่จะเล่าให้ฟังอีกเยอะเลย''

    Read More
  • Caitlyn

    the Sheriff of Piltover

    เหตุผลหนึ่งที่เมือง Piltover เป็นเมืองที่ถูกขนานนามว่า เป็นเมืองแห่งความเจริญ ก็เพราะมันเป็นเมืองที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำมาก และนี่คือเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้มานานมากแล้ว เหล่าโจรและผู้ร้ายทั้งหลาย ได้มองหาเมืองเพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางในการปล้นทรัพยากรอันมีค่า เพื่อที่จะใช้ในงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องจักรกลที่ผสมกับเวทมนตร์ ซึ่งเมือง Piltover มีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มไปหมด ผู้คนหลายคนถึงกับกล่าวไว้เลยทีเดียวว่าเมือง Piltover แห่งนี้คงจะล่มสลายไปเป็นแน่แท้ หากไม่มีนายอำเภอ Caitlyn อยู่ เธอเป็นบุตรสาวของรัฐบุรุษผู้มั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ริเริ่มค้นคว้าเทคโนโลยี Hextech อีกด้วย Caitlyn ค้นพบพรสวรรค์ของเธอในเรื่องการสืบสวน ในตอนที่เธออายุ 14 ปี เมื่อพ่อของเธอถูกดักทำร้าย และถูกปล้นในระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เธอจึงแอบหนีออกไปจากบ้านในช่วงตอนกลางคืน พร้อมกับปืนไรเฟิลของพ่อเธอ เพื่อตามหาโจรที่ปล้นพ่อของเธอ โดยซึ่งเธอก็สามารถทำได้สำเร็จ และแน่นอนว่า กับงานอดิเรกที่อันตรายเช่นนี้ ย่อมไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ลูกของตนเองต้องไปเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้เธอเลิกงานอดิเรกแบบนี้ แต่แล้วก็ไม่เป็นผล เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะเปลี่ยนนิสัยของเธอได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่แม่ของ Caitlyn สามารถที่จะทำเพื่อปกป้องลูกสาวของเธอได้ ก็คือการสรรหาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนผสมในเทคโนโลยีเครื่องจักรเวทมนตร์ เพื่อนำมาให้กับ Caityn เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการสืบสวนแก่เธอ Caitlyn มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่งเธอสามารถจัดการอาชญากรรมในนคร Piltover ได้ด้วยตัวคนเดียว และสองความสวยงามของเธอ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง Caitlyn ไม่เคยยอมแพ้ให้กับคดี หรือความท้าทายใด ๆ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักยิงปืนที่ยิงได้แม่นที่สุดของนคร Piltover อีกด้วย ไม่นานนัก ประเทศ Demacia จึงได้ทำการร้องขอให้ Caitlyn ให้เข้ามาช่วยสืบสวน และตามรอยอาชญากรลึกลับ จอมโจรผู้ซึ่งมีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด โดยเขามักจะทิ้งการ์ดที่มีตัว C ลงชื่อไว้ในที่เกิดเหตุเสมอ ๆ ซึ่งภายหลังโจรผู้นี้ก็เป็นคู่ปรับตัวฉกาจของ Caitlyn นั้นเอง ซึ่งเธอก็ยังคงตามหาจอมโจรผู้นั้นอยู่จวบจนทุกวันนี้ ซึ่งการตามหานั้นได้นำเธอมายังทวีป Valoran จึงเป็นเหตุนำให้ Caitlyn เข้าร่วมสงครามแห่ง League of Legends เพื่อขัดเกลาฝีมือของเธอ เพื่อที่จะสามารถจัดการกับจอมโจรเพียงหนึ่งเดียว ที่หนีพ้นเงื้อมมือของเธอได้นั่นเอง ''วิ่งไปก่อนสิ ฉันให้นายเริ่มก่อน 5 นาที เริ่มได้!!'' - จากหนังสือ ''Willing Apprehension'' เขียนโดย Caitlyn

    Read More
  • Cassiopeia

    the Serpent's Embrace

    Cassiopeia เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว สาวครึ่งมนุษย์ครึ่งงู ผู้ที่นำความตายอันรวดเร็วมาสู่ผู้พบเจอ เธอเป็นลูกสาวคนสุดท้องของตระกูลผู้มีอิทธิพลในเมือง Noxus เธอเคยมีรูปโฉมสวยงาม ร้อยเล่ห์ เหลี่ยมจัด วันหนึ่งรูปโฉมของเธอก็ได้เปลี่ยนไป เพราะสิ่งที่มีพิษจากผู้พิทักษ์สุสานโบราณในดินแดน Shuriman ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เธอก็ยังคอยรับใช้ Noxus อยู่เช่นเคย แต่มีแนวทางต่างจากเดิม...

    Read More
  • Cho'Gath

    the Terror of the Void

    The Void คือช่องว่างระหว่างโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ไร้กาลเวลา และเป็นที่อยู่ของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว Cho'Gath เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากสถานที่แห่งนี้ มันและพรรคพวกได้เดินทางผ่านรอยแตกของมิติเพื่อลงมายังแผ่นดิน Runeterra ที่ซึ่งพวกมันจะทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีแต่ความน่ากลัวอย่างในอุดมคติของพวกมัน Cho'Gath และพรรคพวกถูกเรียกว่ากลุ่ม Voidborn สิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ยังมีเรื่องเล่าในสมัยโบราณกาลกล่าวไว้ว่า Voidborn นั้นมีกองทัพของสัตว์ประหลาดในหลาย ๆ มิติรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเรื่องเล่าขานเหล่านี้เป็นจริง ตำนานที่บอกว่า Voidborn จะกลับมาก็จะเป็นความจริง ในขณะที่ Icathia ได้มีพิธีกรรมแห่งความมืด เพื่อที่จะเรียก Cho'Gath เข้ามายัง League of Legends... Cho'Gath เป็นสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว และกระหายเลือดเป็นอย่างมาก มันจะทำลายและกัดกินศัตรูที่ขวางหน้า ซึ่งจะทำให้มันตัวใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น นอกเหนือจากนี้ Cho'Gath ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดอีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้คนจินตนาการไม่ออกเลยว่า สัตว์ประหลาดที่มีศักยภาพสูงเช่นนี้จะถูกควบคุมได้อย่างไร?? แต่ว่าเป็นที่โชคดีอย่างมากที่เหล่าซัมมอนเนอร์ใน League of Legends สามารถที่จะควบคุมมันได้และใช้พลังของ Cho'Gath ในการต่อสู้ในสงคราม League of Legends... ซึ่ง Cho'Gath เอง ก็ล่วงรู้ว่าชะตากรรมไหนที่เขาควรเลือกเพื่อแผ่นดิน Runeterra ความพินาศจะมาเยือนเมื่อ Cho'Gath เริ่มที่จะหมดความอดทนกับ League

    Read More
  • Corki

    the Daring Bombardier

    ในระหว่างที่ Heimerdinger และพรรคพวกเผ่าพันธุ์ Yordle ของเขา อพยพไปยังเมือง Piltover พวกเขาได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ที่รวมเข้ากับพลังเวทมนตร์ หรือที่ถูกเรียกว่า Techmaturgical ถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์ Yordle จะมีขนาดของตัวที่เล็ก แต่พวกเขาก็มีความขยันหมั่นเพียรมาทดแทน Corki นักทิ้งระเบิดผู้หาญกล้า ฉายาของ Corki ได้มาโดยการที่เขาเป็นนักบินทดสอบเฮลิคอปเตอร์รบสอดแนมในสนามรบแนวหน้า ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ที่เขาขับอยู่นั้น เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ของชาว Yordle ที่ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นกองกำลังหลักของ BCEF (Bandle City Expeditionary Force) หน่วยรบความเร็วสูง ซึ่ง Corki ทำหน้าที่ทะยานอยู่บนน่านฟ้าของ Valoran คอยสอดส่องตรวจตราและสนับสนุนเพื่อนที่อยู่บนพื้นดิน Corki และพรรคพวกของเขามีชื่อทีมว่า The Screaming Yipsnakes ความโดดเด่นของ Corki ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างมาก ก็คือเขามีความสงบและเยือกเย็นอย่างมาก แม้ในขณะที่ตกเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี และสามารถที่จะตอบโต้ได้อย่างกล้าหาญอีกด้วย ก่อนที่สงคราม League จะเริ่มขึ้น เขาได้อาสาออกรบในหลาย ๆ งาน และเขามักจะชอบอาสาออกรบในภารกิจที่เสี่ยงอันตรายอย่างมาก อย่างเช่นไปรบอยู่ภายในแดนของข้าศึก Corki ชอบความท้าทายและรู้สึกสนุกมากเวลาได้ดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับศัตรู นอกเหนือจากจะเป็นนักบินชั้นเยี่ยมแล้ว Corki ยังเป็นนักประดิษฐ์อีกด้วย เขาได้ปรับแต่งเฮลิคอปเตอร์ของเขาโดยการปรับปรุงอาวุธให้มีประสิทธิภาพในการแสดงโชว์ที่มากขึ้น นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการรบแล้ว เมื่อมีข้อตกลงที่ยุติสงครามของ League เกิดขึ้น Corki ถูกบังคับให้เกษียณ แต่ความรู้สึกของ Corki นั้นรู้สึกเหมือนนกที่โดนเด็ดปีกก็มิปาน เขาพยายามที่จะบินผาดโผนแต่มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เขาคุ้นเคย กลิ่นดินปืนในสนามรบ อากาศที่ปะทะหน้าของเขาในเวลาบิน บัดนี้ไม่มีเหลืออีกแล้ว และเมื่อ Heimerdinger ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม League of Legends มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็น Corki ตามมา เพื่อที่จะทดสอบความกล้าหาญของเขาในสงครามที่มันส์ที่สุดเท่าที่ในโลกจะมีได้ เขาคือ Corki - ความตายที่มาจากน่านฟ้า!

    Read More
  • Darius

    the Hand of Noxus

    ในกองกำลัง Noxus นั้น อาจจะไม่มีสิ่งใดที่ดูยิ่งใหญ่ไปกว่า Darius บุรุษที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก และเขาก็เป็นนักรบที่แข็งแกร่งมาก ชีวิตในวัยเยาว์ของ Darius ต้องกำพร้าตั้งแต่เด็ก เขาต้องต่อสู้เรื่อยมา เพื่อให้ตนเองและน้องชายของเขามีชีวิตอยู่รอดต่อไป เมื่อเขาต้องเข้าร่วมกองทหาร เขามีความแข็งแกร่งกว่าเพื่อนมาก เพราะเขาได้พัฒนาตั้งแต่ตอนเยาว์วัยอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์การต่อสู้มากพอ ๆ กับพวกทหารที่ผ่านศึกมาเลยทีเดียว การทดสอบจริงครั้งแรกของ Darius เกิดขึ้นในการรบครั้งสำคัญที่ต้องต่อสู้กับ Demacia ในขณะที่กองกำลัง Noxus เริ่มจะอ่อนล้าและกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ หัวหน้าของ Darius ได้ออกคำสั่งให้ถอยทัพ แต่ทว่า Darius ไม่ยอมรับการกระทำที่ขี้ขลาดเช่นนั้น เขาจึงปฏิเสธและโยนแผนการทิ้งเสีย เขาเดินตรงไปหาหัวหน้าของเขาและลงมือสังหารด้วยขวานยักษ์ของเขา จะเป็นเพราะความหวาดกลัวหรือแรงบันดาลใจอะไรก็ไม่อาจทราบ เหล่าทหารทั้งหมดติดตาม Darius เข้าสู่การต่อสู้อีกครั้งด้วยความฮึกเหิม พวกเขารบด้วยความแข็งแกร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากการต่อสู้อย่างยาวนานและเหนื่อยล้ามาก พวกเขาก็ได้รับชัยชนะกลับมา ด้วยชัยชนะในครั้งนี้ Darius ได้นำกองกำลังทหารที่โหดเหี้ยมและจงรักภักดีต่อเขาออกเดินทางเพื่อต่อสู้กับ Demacia หลังจากที่เขาได้พิสูจน์ความสามารถในสนามรบ Darius ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของเขา เมื่อเขากลับมาถึง เขาได้พบว่า Noxus กำลังตกอยู่ในสภาวะตกต่ำและอ่อนแอลง เพราะเหล่าขุนนางที่เห็นแก่ตัวและละโมบโลภมากคอยบั่นทอนความแข็งแกร่งของ Noxus เขามองหาหนทางที่จะทำให้ Noxus กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Darius ลงมือปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกลุ่มผู้นำใน Noxus เขาลงมือค้นหาและระบุตัวขุนนางที่อ่อนแอและเป็นหุ่นเชิด และขับไล่คนพวกนี้ออกจากตำแหน่ง มีหลาย ๆ คนใน Noxus มองว่าการกระทำของเขาเหมือนกับว่าเขาพยายามจะควบคุมอำนาจ แต่ที่จริงแล้ว เขามีแผนการอื่นสำหรับบัลลังก์นี้ Darius ได้เฝ้ามองการก้าวขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่ของ Jericho Swain เขาได้เห็นถึงความเป็นผู้นำของ Swain ที่มุ่งมั่นที่จะนำพา Noxus ไปสู่ความรุ่งโรจน์ ในตอนนี้ Darius ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Master Tactician เพื่อรวมเมืองให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้กองกำลังของ Noxus แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ''หากนคร Noxus สามารถรวบรวมเป็นปึกแผ่นได้ ก็สามารถเป็นผู้ครองโลกได้แน่นอน และมันก็ควรเป็นเช่นนั้น'' -- Darius กล่าว

    Read More
  • Diana

    Scorn of the Moon

    ตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว และความแข็งแกร่งของพลังแห่งจันทรา Diana เข้าร่วมสงครามพร้อมกับกลุ่มกองทัพนักรบรัตติกาล เพื่อต่อต้านผู้บูชาแสงตะวัน Solari ถึงแม้ว่าเมื่อครั้งหนึ่ง เธอเคยแสวงหาการยอมรับจากประชาชนของเธอ แต่การลงมือทำทุกสิ่งนั้นล้วนเปล่าประโยชน์ วันเวลาผ่านไปด้วยความขมขื่น การสู้รบต่าง ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเธอไปทีละนิด ทำให้เธอกลายเป็นนักรบที่เกรี้ยวกราด ในตอนนี้เมื่อเธอปรากฏกายออกมา เธอยื่นทางเลือกให้กับศัตรูของเธอเพียงแค่ เข้ากลุ่มบูชาแสงจันทร์ หรือตายด้วยดาบเสี้ยวจันทร์ของเธอ (Crescent Blade) แม้ว่าเธอจะเกิดในกลุ่มของ Solari แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ ทำให้เธอแตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ เธอมักจะหลบไปเพื่อมองหาที่ที่สบายใจและเสาะหาแนวทางในยามราตรีเสมอ และเธอชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองด้วยดวงตะวันในกลุ่มสังคมของเธอ เหล่าผู้อาวุโสแห่ง Solari ตอบรับความท้าทายของเธอด้วยการดูถูกเย้ยหยันและการลงโทษเธอ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Diana ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ถ้าเธอสามารถหาหลักฐานที่แสดงพลังแห่งพระจันทร์พบ เหล่าผู้อาวุโสอาจจะฟังเหตุผลของเธอมากขึ้น เป็นเวลากว่าปีที่เธอเก็บตัวอยู่คนเดียว เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิถีทางของ Solari จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอค้นพบรหัสข้อความลับที่ซ่อนอยู่ในหนังสือที่กำลังศึกษา ด้วยเบาะแสที่ได้มานี้ มันนำพาเธอไปยังที่ซ่อนลับในหุบเขา Targon และเธอจึงค้นพบซากวิหารเก่าแก่ที่ถูกปิดผนึกอยู่ ภายในวิหารนั้น มีเหล่าเครื่องรางเก่าเก็บและจิตรกรรมฝาผนังจากยุคโบราณที่เลือนลางอยู่มากมาย แต่ในท้ายที่สุด เธอก็ค้นพบชุดเสื้อผ้าเกราะป้องกันที่ดูหรูหราและดาบเสี้ยวจันทร์ที่งดงาม ทั้งสองชิ้นถูกสลักด้วยสัญลักษณ์แห่งจันทรา เธอสวมอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วจึงเดินทางกลับเพื่อไปพบเหล่าผู้อาวุโส Solari ในคืนนั้นทันที เมื่อพบกับเหล่าผู้อาวุโส เธอจึงรีบแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ค้นพบให้ดู และแสดงเจตนารมย์ชัดเจนว่า ครั้งหนึ่งต้องเคยมีกลุ่มผู้บูชาจันทราเฉกเช่นเธอแน่นอน การค้นพบหลักฐานของเธอนั้นเป็นการท้าทายการปกครองระบอบ Solari เป็นอย่างมาก เหล่าผู้อาวุโสต่างตกตะลึง ด้วยความน่ากลัวของ Diana พวกเขาประณามว่าเธอเป็นพวกนอกรีตและสั่งลงโทษเธอด้วยความตาย กลุ่มผู้อาวุโสออกคำสั่งให้เตรียมการประหารเธอในคืนนั้นทันที Diana รู้สึกทั้งโกรธและโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก และสิ้นหวังเกินกว่าจะยอมรับได้ เธอจ้องมองขึ้นไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน เรียกร้องถึงพลังแห่งดวงจันทร์ ในขณะนั้นเอง ที่เธอรับรู้ได้ถึงพลังของจันทราที่หลั่งไหลเข้ามาในตัวเธอ Diana ทำลายโซ่ตรวนที่พันธนาการเธออยู่ เดินไปหยิบดาบขึ้นมา และหันกลับมาสังหารหมู่เหล่าผู้อาวุโส สุดท้ายแล้วจึงเหลือทิ้งไว้เพียงวิหารที่พังทลาย Diana ตัดสินใจที่จะทำลายทุกคนที่ปฎิเสธพลังแห่งจันทรา ''ดวงตะวันไม่เคยเปิดเผยความจริง แสงของมันได้แค่แผดเผา และคอยบังตาเท่านั้น'' -- Diana กล่าวไว้

    Read More
  • Dr. Mundo

    the Madman of Zaun

    เป็นที่เล่าลือกันมาว่าผู้ชายที่รู้จักกันในนาม Dr. Mundo เกิดมาพร้อมกับความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ทั้งยังมีความปราถนาอย่างแรงกล้าในการที่จะมอบความเจ็บปวดให้คนอื่นผ่านการทดลองอีกด้วย เมื่อ Dr.Mundo มีอายุได้ห้าขวบ สัตว์เลี้ยงทั้งหลายของเพื่อนบ้านในมหานคร Zaun ได้หายตัวไปอย่างลี้ลับ คาดว่าเป็นฝีมือของเขานั่นเอง และในขณะที่เขามีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่น พ่อแม่ของเขาก็หายตัวไป จนกระทั่งเขาสามารถที่จะสอบได้ใบอนุญาตปริญญาบัตรในการทำยา เขาได้ถูกแจ้งข้อหาว่าเป็นอาชญากรจากทางการของมหานคร Zaun ถึงสามสิบแปดครั้ง แต่ด้วยความที่มีหลักฐานไม่เพียงพอทำให้เขารอดพ้นจากการถูกจับกุมทุกครั้งไป Dr. Mundo กลายเป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่องและนักวิทยาศาสตร์ที่คุ้มคลั่ง แม้ว่าจะมีหลายคนสับสนว่าพฤติกรรมความบ้าของเขาถูกนับว่าเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ก็คือการควบคุมความเจ็บปวดทางร่างกายและสมอง ทำให้ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แม้แต่ในสถานการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกได้ Dr.Mundo เรียนรู้ที่จะควบคุมความโกรธ อะดรีนาลีน และสัญชาตญาณในการอยู่รอดของสมองผ่านตัวยาที่เขาทำขึ้น ซึ่งสรุปง่าย ๆ ก็คือเขากำลังพัฒนาสุดยอดนักฆ่าที่สมบูรณ์แบบนั่นเอง มันเป็นพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งจริยธรรมโดยสมบูรณ์แบบ แต่มันน่าเศร้าที่ว่าทางการของ Noxus กลับเห็นดีเห็นงามกับการทดลองของ Dr.Mundo แทนที่จะมองการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับจริยธรรม Dr.Mundo เข้าร่วมกับกองกำลังของ Noxus ใน League of Legends ซึ่งการที่เขาเข้าร่วมกับ Noxus นี้ คล้าย ๆ เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง Noxus กับเมือง Zaun นั่นเอง จนถึงทุกวันนี้ Dr.Mundo ยังคงทำการทดลองของเขาต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ว่าใช้ร่างกายของตนเองเป็นเครื่องทดลอง โดยหลักฐานที่บ่งบอกก็คือ รูปลักษณ์ภายนอกของเขากับลักษณะการพูดคุยที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา อีกทั้งยังมีข่าวลือที่ว่า คนที่มีอำนาจสูงใน Noxus ได้ให้อิสระแก่ Dr.Mundo ในการทำการทดลองของเขาในเวลาว่าง ๆ อีกด้วย จงระวังคนคลั่งแห่ง Zaun เอาไว้ให้ดี เพราะในสายตาของเขาแล้วคุณก็เหมือนคนตายไปแล้วนั่นเอง

    Read More
  • Draven

    the Glorious Executioner

    เขาไม่เหมือนกับพี่น้องของเขาอย่าง Darius เลย ทุก ๆ ชัยชนะที่ Draven ได้รับ ไม่เคยเพียงพอสำหรับเขา เขากระหายในชื่อเสียงและคำสรรเสริญ ในช่วงแรกเริ่มเขาพยายามเพื่อให้มีชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ในกองทัพ Noxus แต่ทว่า พรสวรรค์ของเขานั้นไม่ได้รับการยอมรับในกองทัพ แต่ด้วยความกระหายของเขา จึงทำให้เขาคิดหาหนทางเพื่อที่จะประกาศตัวตนของ Draven ให้โลกได้รับรู้ เขาจึงเปลี่ยนความตั้งใจมาที่ระบบการประหารนักโทษของประเทศ Noxus นั่นเอง เขาได้เปลี่ยนการประหารนักโทษที่ดูน่าเบื่อหน่าย ให้กลายเป็นการแสดงแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ในครั้งแรกของ Draven ที่ทำการประหารนักโทษ เขาทำให้ผู้ชมต่างตกตะลึง เขาสั่งให้ปล่อยตัวนักโทษ ให้นักโทษวิ่งหนีเพื่อชีวิต ในขณะที่นักโทษเกือบจะสามารถหลุดรอดพ้นสายตาไปได้ Draven ก็ล้มนักโทษนั้นลงด้วยการขว้างขวานอย่างไร้ที่ติของเขาเอง หลังจากนั้นไม่นานนัก การสำเร็จโทษทั้งหมดจึงกลายเป็นการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดของเหล่านักโทษ เขาใช้โอกาสนี้เป็นเวทีในการแสดงของตนเอง และเปลี่ยนการประหารให้กลายเป็นความบันเทิง เขาปลุกระดมผู้ชมทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับการรับชมการประหาร ในขณะที่เหล่านักโทษกำลังวิ่งหนีกันอย่างอลหม่านเพื่อที่จะหนีไปจากเขา แต่ไม่มีใครทำได้สำเร็จแม้แต่คนเดียว เขาปฏิเสธชุดสีดำทมึฬสำหรับเพชรฆาตแห่ง Noxus เขาเปลี่ยนไปสวมใส่เสื้อสีสันสดใส และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมา เพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจน ฝูงชนที่ได้รับชมการแสดงของ Draven ก็ต่างไปเล่าต่อ ๆ กันไปถึงความสามารถของเขา ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปในชั่วข้ามคืน เขายิ่งรู้สึกทะนงตนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เขาได้กลายเป็นจุดสนใจของฝูงชนไปแล้ว หลังจากนั้นไม่นานนัก ขอบเขตของความต้องการของเขามันก็ยิ่งมากขึ้น และมันก็เติบโตไปมากกว่าที่ประชากรของ Noxus จะให้ได้ เขาจึงตัดสินใจเพื่อที่จะไปประกาศก้องความยิ่งใหญ่ของตน เพื่อให้ทั่วทั้งโลกได้รับรู้ '' 'เยี่ยมที่สุด' คือเป้าหมาย ที่ข้าจะทำในแต่ละวัน'' -- Draven

    Read More
  • Ekko

    the Boy Who Shattered Time

    เด็กอัจฉริยะจากถนนคนพาลในเมือง Zaun เขาคือ Ekko ผู้ที่สามารถปรับแต่งช่วงเวลาเปลี่ยนไปมาเพื่อสร้างสถานการณ์ที่เขาได้เปรียบ และสิ่งประดิษฐ์ของเขาที่ชื่อว่า Zero-Drive มันทำให้เขาสามารถเข้าไปสำรวจความเป็นไปได้อันหลากหลายของความเป็นจริง เหมือนกับการทดลองความเป็นไปได้หลายมิติ Ekko ได้ใช้เวลาในแต่ละวันกับการวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานกับพวกเด็กกำพร้าในเมือง Zaun แม้ว่าเขาจะมีความสุขไปกับอิสรภาพที่มีในตอนนี้ แต่เมื่อมีภัยคุกคามกับเหล่าเพื่อนของเขา เขาก็จะอดทนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเขาให้จงได้ เหล่าผู้คนที่มองดูไม่อาจรู้ได้เลยในสิ่งที่ Ekko ทำ เขาสามารถทำสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จได้อย่างง่ายดายในครั้งแล้วครั้งเล่า

    Read More
  • Elise

    The Spider Queen

    ความงาม Elise ที่เห็นได้นั้น ปิดบังปกคลุมจิตใจอันมืดมิดและความโหดร้ายเอาไว้ ด้วยความฉลาดแกมโกงที่มาพร้อมความโหดเหี้ยม เธอจึงทำการล่อลวงเหล่าผู้ศรัทธา นำมาเป็นเครื่องบรรณาการให้แก่พระเจ้าแมงมุม เพื่อแลกกับการเปลี่ยนความเป็นมนุษย์ของเธอให้กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่สุดแสนน่ากลัว Elise ได้ทำการสังเวยผู้บริสุทธิ์เพื่อรักษาอำนาจของเธอ และทำให้ดูเป็นสาวตลอดเวลา ไม่มีใครรู้ได้ว่ามีกี่คนแล้วที่ถูกจับไว้ในใยพวกนั้น เพื่อสังเวยให้ความหิวที่ไม่มีวันพอของเธออย่างไร้ที่สิ้นสุด

    Read More
  • Evelynn

    the Widowmaker

    รวดเร็วว่องไว โหดร้าย และอำมหิต Evelynn เป็นหนึ่งในมือสังหารในโลก Runeterra ที่ทั้งร้ายกาจ และค่าตัวสุดแสนแพง เธอสามารถเข้ารวมกับเงาได้ตามใจปรารถนา เธอเป็นนักล่าที่ใจเย็นติดตามเหยื่อของเธอไป รอจนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเข้าจู่โจม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า Evelynn ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน แต่ชาติกำเนิดของเธอยังคงไม่ชัดเจน ซึ่งคนหลายคนเชื่อว่าเธอมาจากเกาะ Shadow Isles แต่ความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับดินแดนแห่งนั้นก็ยังคงถูกปิดบังไว้อย่างลึกลับ

    Read More
  • Ezreal

    the Prodigal Explorer

    หนุ่มนักผจญภัยที่กล้าหาญ Ezreal ได้ทำการสำรวจสถานที่บางส่วนที่อยู่ห่างไกล และถูกทิ้งร้างบนโลก Runeterra ในระหว่างที่เขาสำรวจซากปรักหักพังของโบราณสถานใน Shurima เขาได้ค้นพบกับเครื่องรางที่แฝงไปด้วยพลังที่แสนพิเศษชิ้นหนึ่ง ที่ดูเหมือนเป็นของสวมใส่ของหนึ่งในพลังอำนาจอันสูงส่ง และเครื่องรางนี้ยังสามารถสวมใส่ได้พอดีกับแขนของเขาอีกด้วย มันช่วยส่งเสริมพลังจิตของเขา และทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้นจนกลายเป็นฮีโร่ แต่นั่นมันทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น

    Read More
  • Fiddlesticks

    the Harbinger of Doom

    เกือบ ๆ ยี่สิบปีมาแล้วที่ Fiddlesticks ต้องยืนอยู่อย่างลำพังในห้องโถงของเหล่าซัมมอนเนอร์ในสถาบันแห่งการสงคราม มีเพียงดวงตาสีเขียวที่ลุกไหม้ของเขาเท่านั้นที่จ้องมองอย่างเงียบ ๆ ผ่านผ้าคลุมเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น Fiddlesticks อยู่ที่นี่และพร้อมจะนำความหายนะมาให้ เพื่อสอนให้เหล่าซัมมอนเนอร์ใน League ได้ตระหนักถึงพลังของเขา เมื่อ 10 ปีมาแล้ว มีนักเวทย์อักขระที่ทรงพลังจากมหานคร Zaun นามว่า Istvaan ผู้ซึ่งเป็นซัมมอนเนอร์คนแรกใน League ซึ่งในตอนสิ้นสุดสงครามแห่งอักขระครั้งที่ 5 หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ความสามารถและความอยากรู้อยากเห็นทางเวทมนตร์ของ Istvaan ได้ไปไกลเกินขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาจะหยั่งถึงได้ เขาได้ขังตัวเองอยู่ในห้องโถงห้องหนึ่ง และเริ่มทำพิธีกรรมโบราณที่แสนลึกลับเพื่อที่จะอัญเชิญปีศาจต้องห้ามออกมา... ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในห้องที่ Istvann อยู่ ในวันนั้นไม่มีแชมป์เปี้ยนคนไหนเป็นตัวแทนของมหานคร Zaun ใน Summoner's Rift เลย เมื่อมีคนไปเคาะเรียกที่ประตูห้องโถง ก็มีเพียงความเงียบสงัดตอบกลับมาเท่านั้น ลูกศิษย์คนแรกที่ย่างก้าวเข้าไปในห้องโถงนั้นก็ถูกเคียวที่มีลักษณะประหลาดเหนือธรรมชาติฟันตายในทันที ส่วนคนที่ตามมาดูก็พากันหนีเตลิดกันไปหมด คนที่สามารถหนีออกมาและมีชีวิตรอด ต่างเสียสติไปด้วยความกลัวและพูดไม่รู้เรื่อง คำพูดของพวกเขาเหล่านั้นพอจะจับใจความได้ว่าเกี่ยวกับ อีกาและความตาย ด้วยความหวาดกลัวที่มีแก่ปีศาจที่แม้แต่ Istvaan ไม่สามารถควบคุมได้ ทางการของ League ได้มีคำสั่งให้ปิดตายห้องนั้นทันที ด้วยความหวังที่ว่าจะสามารถควบคุมปีศาจร้ายให้อยู่แต่บริเวณนั้นได้ หลายปีผ่านไปไม่มีใครจะโง่พอที่จะกล้าเยื้องกรายเข้าไปยังห้องโถงแห่งนี้ ทางการไม่มีแผนการทีจะกู้ห้องแห่งนี้คืน ทำได้เพียงยกให้เป็นที่อยู่ของ Fiddlesticks ปีศาจเพชรฆาตซึ่งฟื้นขึ้นมา เคียวของเขาพร้อมจะฟาดฟันทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าและพร้อมจะมอบความกลัวให้แก่ทุกเหล่าที่จะเผชิญหน้ากับเขา สำหรับคนที่มักจะพูดว่า ไม่เคยกลัวสิ่งใดบนโลกใบนี้นอกจากตัวของเขาเอง แสดงว่าเขายังไม่เคยพบกับ Fiddlesticks

    Read More
  • Fiora

    the Grand Duelist

    Fiora เป็นนักสู้ของ Demacia ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เธอโด่งดังด้วยฝีมือดาบที่สุดยอด พร้อมทั้งฝีปากที่สุดยอดของเธอด้วย เธอภูมิใจที่จะเลี้ยงดู ขัดเกลาฝีมือให้เด็ก ๆ ในกลุ่มชนชั้นสูง เธอเป็นคนที่มีความทุ่มเทมากและมักจะทำงานออกมาได้สมบูรณ์แบบ เธอเป็นคนที่มีความสามารถเหนือกว่าคนอื่น ๆ ในละแวกบ้านของเธอ และในตอนนี้ Fiora ก็กำลังเสาะหาศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ความต้องการของเธอมีเพียงแค่อย่างเดียว คือต้องการให้คนทั้งโลกยอมรับในความสามารถของเธอ เธอเป็นเด็กคนสุดท้องที่อยู่ในบ้าน House Laurent ซึ่งเป็นตระกูลที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่า เป็นตระกูลนักสู้ที่เก่งกาจ Fiora คิดอยู่เสมอว่า เมื่อเติบโตขึ้นเธอจะต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ เธอปรารถนาที่เก่งกาจเหมือนพ่อของเธอ ที่คนอื่น ๆ ยกย่องว่าเป็นนักดาบที่มีฝีมือระดับตำนาน อีกทั้งความสามารถของเธอนั้น ยังแสดงความโดดเด่นมากกว่าเหล่าพี่น้องของเธอเป็นอย่างมาก เหล่าเพื่อนของเธอต่างคิดว่าเธอเป็นคนที่หยิ่ง แต่เธอก็ไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมต่อไป และซ้อมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ และเพื่อสืบทอดตำนานของพ่อเธอ ความทุ่มเททั้งหมดของเธอต้องกลับตาลปัตร เมื่อวันหนึ่งในการแข่งขันท้าดวล พ่อของเธอถูกคณะกรรมการจับได้ว่าเขาพยายามใส่ยาพิษที่ทำให้เป็นอัมพาตลงในเครื่องดื่มของคู่ต่อสู้ การกระทำของเขาในครั้งนี้ ทำลายชื่อเสียงของตระกูลในทันที เกียรติยศของ Fiora เองก็ตกอยู่ใต้คำถามต่าง ๆ นานา เธอโกรธมากและก็สูญสิ้นความหวังที่จะกู้ชื่อเสียงแล้ว เธอจึงตัดสินใจท้าดวลพ่อของตนเอง ถึงแม้ว่าเขาจะต่อสู้ด้วยพลังและรูปแบบการต่อสู้ของตนเอง แต่ถึงกระนั้นมันก็ทำให้ Fiora ตระหนักได้ว่า คนที่เธอกำลังต่อสู้อยู่นั้นช่างตกต่ำยิ่งนัก ขาดการฝึกฝน และขาดความเป็นนักสู้ที่แท้จริง เธอทำการปลดอาวุธของพ่อ และปิดฉากการดวล ด้วยการจ่อปลายดาบไปที่หน้าอกพ่อของเธอ หลังจากนั้นเธอจึงประกาศว่า เธอจะควบคุมดูแลบ้าน House Laurent ด้วยตนเอง พ่อของเธอยอมจำนนต่อฝีมือของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถเอาชนะพ่อของตนเองได้ แต่ Fiora เองก็รู้ดีว่า ความสงสัยของผู้อื่นที่มีต่อตัวเธอนั้น คงไม่มีทางหายไปได้ เธอจึงสาบานกับตนเองว่า เธอจะก้าวข้ามชื่อเสียงจอมปลอมของพ่อเธอให้ได้ และพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้เก่งเพียงแค่ใน Demacia เท่านั้น แต่ว่าเธอนั้นเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในทวีป Valoran ''เรามาที่นี่เพื่อแสวงหาความท้าทาย นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วเหรอ ที่เหล่าคนโง่จะให้เราได้?'' -- Fiora

    Read More
  • Fizz

    the Tidal Trickster

    เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา ยังมีเผ่าพันธุ์โบราณทางทะเลได้สร้างเมืองลึกลับ ซึ่งแอบอยู่ภายใต้ภูเขาลูกหนึ่งใต้ทะเล เมืองแห่งนี้เป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่ง ไม่มีศัตรูหน้าไหนสามารถทะลวงเข้าไปได้ ซึ่งชาวเมืองในนี้ก็ต่างอิ่มอกอิ่มใจในความสงบสุขที่ตนได้รับ แต่ก็มีชาวเมืองคนหนึ่งที่ซึ่งไม่ชอบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและสงบสุข เขารักในกลิ่นของอันตราย และผู้ที่เป็นปัญหานั่นก็คือ Fizz... Fizz มักจะมีพฤติกรรมที่ชอบหลบหนีออกจากเมืองเพื่อไปตามหาปัญหา ความสามารถและสติปัญญาของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้งของการผจญภัย ซึ่งทำให้เขาสามารถเผชิญกับปัญหาได้อย่างไม่ลำบากนัก วันหนึ่งขณะที่ Fizz กลับมายังเมือง เขาได้พบว่าเมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่ว่างเปล่าไปเสียแล้ว ผู้คนหายไปหมดและไม่หลงเหลือเงื่อนงำอะไรที่สามารถตรวจสอบได้เลย และเมื่อเมืองได้อันตรธานหายไปก็ไม่มีสิ่งใดมารั้ง Fizz ไว้ได้อีก เขาได้นำอาวุธสามง่ามที่ซึ่งอาบเต็มไปด้วยเวทมนตร์ออกมาจากซากปรักหักพังนั้น และได้ออกเดินทางไปโดยลำพัง 2-3 ปีผ่านไป Fizz ได้เดินทางผ่านมหาสมุทรโดยใช้ความสามารถที่เขาร่ำเรียนมาจากการผจญภัยในสมัยยังเด็กเพื่อดำรงชีวิต จนกระทั่ง Fizz ได้เดินทางมาถึงเมืองท่า Bligewater ทิวทัศน์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือน้ำสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ Fizz เป็นอย่างมาก จนเขาอดใจที่จะไม่สำรวจไม่ได้ และด้วยความไม่ทันระมัดระวังตัว Fizz ก็เผลอเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จนได้ การกระทำของเขาได้ทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นโมโหมาก มนุษย์เหล่านั้นพยายามค้นหาตัว Fizz เพื่อที่จะจับตัวและฆ่าเขาทิ้งเสีย Fizz รู้สึกจนมุมจนเขาเตรียมที่จะกลับลงทะเล ทั้ง ๆ ที่เขาเริ่มหลงรักเมือง Bilgewater เสียแล้ว ในขณะที่เขายืนอยู่ที่ท่าเรือ ทันใดนั้นฝูงปลาฉลามมังกรก็โผล่มาและเข้าทำการโจมตีท่าเรือของเมืองโดยทันที Fizz ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เขาได้รับจากการผจญภัยมาเป็นข้อได้เปรียบในการต่อสู้จนได้รับชัยชนะ หลังจากการต่อสู้นั้น Fizz ก็ได้รับการยกย่องและความเคารพจากมนุษย์ในเมือง Bligewater ทันที และ Fizz ก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองและต่อสู้ในสงคราม League of Legends ในฐานะตัวแทนของเมืองท่า Bligewater ต่อไป ''Fizz ทำให้กะลาสีที่มีความชำนาญทางทะเลกลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยในการต่อสู้ของเขา โชคดีที่เขาอยู่ข้างเรา'' -- Miss Fortune, the Bounty Hunter กล่าวไว้

    Read More
  • Galio

    the Sentinel's Sorrow

    นานมาแล้วก่อนที่ League จะมีการควบคุมการใช้เวทมนตร์ต่าง ๆ หรือว่าการทดลองทางเวทมนตร์กับสิ่งมีชีวิตที่ประดิษฐ์ขึ้น (คล้าย ๆ กับการรณรงค์ไม่ทดลองยากับสัตว์ในโลกทุกวันนี้) ในหมู่นักทดลองนั้น การใส่ความรู้สึกและจิตใจลงไปในโกเลมนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามไม่ควรทำ แต่มีนักประดิษฐ์ผู้ที่มีจินตนาการสุดจะลึกล้ำผู้หนึ่งจากเมือง Demacia นามว่า Durand เขาได้สร้างผู้พิทักษ์ผู้ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดและไม่มีความเหน็ดเหนื่อยขึ้นมา เพื่อปกป้องกำแพงเมืองจากศัตรูตลอดกาลของเขา Noxus นั่นเอง อย่างไรก็ตาม Durand ได้เก็บผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาเอาไว้ใช้เป็นเทพพิทักษ์ของเขาเวลาที่เขาต้องเดินทาง ซึ่งโกเลมตัวนั้นก็คือ Galio นั่นเอง Galio เป็นโกเลมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีต้นแบบมาจากตัวการ์กอยล์ Galio จะทำหน้าที่คอยปกป้อง Durand จากศัตรูทั้งหลายตลอดการเดินทางของ Durand ซึ่งทำให้ Durand สามารถที่จะทำงานสำคัญ ๆ ได้อย่างหมดห่วง จนกระทั่งวันหนึ่งผู้ปกครองกองกำลังชั้นสูงของ Noxus ได้ล่วงรู้ถึงข่าวนี้ ในขณะที่ Durand กำลังจะข้ามบึงไปพร้อมด้วยผลงานชิ้นโบว์แดง Galio ของเขาอยู่นั้น เขาได้ถูกซุ่มโจมตีจากกองกำลังนักฆ่าของกองทัพ Noxus โดยไม่ทันได้ระวังตัว และด้วยจำนวนที่เหนือกว่ามากของกองกำลัง Noxus ทำให้ Galio ได้แต่มองเจ้านายของเขาถูกสังหาร และศัตรูก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้านายของเขาตายไป Galio ไม่เหลือเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ เขารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง วันเวลาผ่านไปหลายปี Galio ยังคงอยู่ตรงที่เดิม ตรงที่เจ้านายของเขาสิ้นชีวีต มันเป็นเสมือนอนุสรณ์แห่งความอับอายของเขา ที่เขาไม่สามารถปกป้องเจ้านายได้ทั้งที่เขาเป็นผู้พิทักษ์ จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่ท้องฟ้าอึมครึม มีหญิงสาวเผ่า Yordle นางหนึ่งผ่านมา หญิงสาวผู้นี้ดูโศกเศร้าแต่ก็ดูมีความมั่นใจปนอยู่ในตาเธอ เธอได้กรีฑาทัพของ Demacia มาจนถึงจุดที่ Galio อยู่ มันแอบเฝ้ามองเด็กหญิงคนนั้นจากที่ซ่อนตัว พลางกับเกิดคำถามขึ้นในใจ เด็กหญิงตัวแค่นี้ แต่ทำไมถึงดูเหมือนแบกรับภาระที่หนักอึ้งไว้บนบ่าขนาดนั้น หลังจากนั้นเด็กหญิง Yordle คนนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังนคร Demacia หลังจากที่เธอเดินจากไป Galio จึงได้ตระหนักถึงการที่เขาเกิดมา จริง ๆ แล้วเขาเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ แน่นอนเพื่อมหานคร Demacia ที่ซึ่งเจ้านายของเขายอมทุ่มเทงานทั้งชีวิตเพื่อปกป้องนครแห่งนี้ Galio จึงมีเหตุผลในการมีชีวิตต่อไป เขาตัดสินใจเข้าร่วมในสงคราม League of Lengeds เพื่อต่อสู้ภายใต้จิตวิญญาณของ Demacia ดำรงสืบไป ''ความผิดพลั้งที่ผ่านไปแล้ว มันไม่สามารถกู้คืนได้ มันทำได้แค่สำนึกผิด และแก้ตัวเท่านั้น'' -- Galio กล่าวไว้

    Read More
  • Gangplank

    the Saltwater Scourge

    Gangplank เป็นลูกชายของโจรสลัดผู้น่าเกรงขามและร่ำรวยแห่งเกาะเปลวไฟสีน้ำเงิน ซึ่งมีนามว่า Vincent แห่งเงา ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นทำให้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า ลูกชายของเขาจะมีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่เปล่าเลย ความจริงมันเป็นตรงกันข้าม การดำรงชีวิตอยู่ในเมือง Bilgewater ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโจรสลัด โจรสลัดจะต้องไม่มีความเมตตาหรือเห็นอกเห็นใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลมาถึงครอบครัวของ Gangplank โดยตรง Vincent ต้องการให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งและห้าวหาญ ดังนั้นเขาจึงฝึกลูกชายของเขาหนักมาก ถึงขนาดที่ว่าในตอนเด็กนั้น Gangplank ดุร้ายเหมือนกับงูเลยทีเดียว ขนาดเวลาหลับเขาก็ยังลืมตานอน จนกระทั่งเมื่อ Gangplank โตขึ้น เขาได้กลายเป็นโจรสลัดที่น่าเกรงขามและน่ากลัวที่สุดในนคร Bilgewater ซึ่งพ่อของเขาคงจะภูมิใจกับเขามากที่สุด ในวันเกิดครบรอบ 18 ปีของ Gangplank ซึ่งเป็นวันที่เขาฆ่าพ่อของเขา และยึดเรือ The Dead Pool มาเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามทวีป Valoran ยังคงเป็นสถานที่ที่น่ากลัวสำหรับโจรสลัด อยู่มาวันหนึ่ง นคร Bilgewater หรือว่าที่รู้จักกันในนาม ถ้ำแห่งโจรสลัด จะถูกรุกรานและควบรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของ Valoran โดยคณะทางการเมืองและสถาบันสงครามแห่ง Valoran มันจึงเป็นเหตุผลให้ Gangplank ต้องเข้าร่วมศึก League of Legends ในครั้งนี้ มีหลายคนกล่าวไว้ว่า Gangplank มีความสามารถถึงขนาดที่ว่า เป็นเจ้าแห่งโจรสลัดได้สบาย ๆ แต่เขากลับเลือกที่จะใช้เวลาในฐานะแชมป์เปี้ยนเพื่อสร้างชื่อเสียง ก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตแบบโจรสลัดปกติ ยะฮู้ว... จัดการมัน หรืออย่างน้อย ยิงมันทิ้งซะเมื่อมันหันหลังให้ แล้วขโมยทุกอย่างของมันมาซะ

    Read More
  • Garen

    The Might of Demacia

    ทั่วทั้งนคร Valoran ได้แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ชอบและฝ่ายที่เกลียดกองกำลัง Demacia แต่ทั้งสองฝ่ายต่างเคารพในกองกำลัง ประชาชนและทหารต่างยึดมั่นในคติ Zero Tolerance ซึ่งหมายความว่าในการศึกสงครามแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ชาว Demacia จะสู้จนตัวตาย ไม่มีการวิ่งหนีหรือยอมแพ้ หลักการนี้ถูกสนับสนุนโดยผู้นำแห่งฝูงชน ผู้แข็งแกร่งจนไร้คู่ต่อสู้อย่าง Garen นักรบผู้อาจหาญ ผู้ซึ่งได้รับสมญานามว่า The Might of Demacia ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของหลักการนี้ ในการสู้รบกับประเทศ Noxus มีทหารหลายพันคนต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และในสงครามนั้น Garen ได้เผชิญหน้ากับ Katharina เจ้าของฉายา The Sinister Blade ซึ่งทหารที่รอดชีวิตจากการเผชิญหน้ากันของสองผู้เกรียงไกรได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า พวกเขาต่อสู้กันราวกับกำลังร่ายรำ โดยมีเสียงกระทบกันของปลายดาบเป็นบทเพลง Garen ผู้เป็นความภูมิใจของกองกำลัง Demacia และเป็นผู้นำในทัพหน้า ที่กลับมาจากการต่อสู้ด้วยอาการเหนื่อยหอบเป็นครั้งแรก แต่ทว่า Garen ยังคงหาโอกาสเพื่อที่จะไปสู้กับ Katharina อีกครั้ง และนั่นทำให้ทั้งสองกลายเป็นคู่ปรับตลอดกาลของกันและกัน Garen ยึดคติว่าเขาไม่เคยสนใจกับการถูกนินทา เพราะเขารู้ว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของเขา การได้ตื่นขึ้นมาและได้ประมือกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ เป็นเหมือนความหมายที่แท้จริงของเหล่าฮีโร่ และนั่นมันบ่งบอกถึงการมีตัวตนของเขานั่นเอง ''วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการกำจัดศัตรู ก็คือการฟันผ่านคนข้าง ๆ ให้ทะลุไปพร้อมกัน'' -- ยุทธการของ Garen ในการรบแนวหน้า

    Read More
  • Gnar

    the Missing Link

    ป่าดงพงไพรไม่ให้อภัยกับผู้ที่มองไม่เห็นถึงอีกด้านหนึ่ง กิ่งไม้หักทุกก้านล้วนบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมา ข้าได้ล่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างแล้วเท่าที่ป่านี้จะมีให้ข้าล่า จนข้าแน่ใจแล้วว่าที่ป่านี้ไม่หลงเหลือความท้าทายใด ๆ ให้ล่าอีก แต่ล่าสุดนี้ข้าพึ่งค้นพบบางอย่างที่แปลกใหม่ รอยเท้าแต่ละรอยของมันมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเจ้า Tusklord รอยกรงเล็บของมันคมเหมือนดาบ ดูแล้วมันอาจจะฉีกคนให้กลายเป็น 2 ซีกได้ด้วยซ้ำ ในที่สุดข้าก็พบเหยื่อที่มีค่าควรแก่การล่าสักที ข้าออกตามหารางวัลของข้าในป่าแห่งนี้ และแล้วข้าก็พบกับร่องรอยความเสียหายที่มันทิ้งไว้ ข้าเดินเข้าไปสำรวจกลางดงต้นไม้ที่หักโค่นมากมาย ต้นไม้ยักษ์เหล่านี้เคยตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่มานานจนไม่สามารถนับปีของมันได้ พวกมันแข็งมาก คงไม่มีคนโง่ที่ไหนพยายามเอาขวานห่วย ๆ มาโค่นพวกมันเป็นแน่ ดูท่าทางว่าไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มันสามารถหักต้นไม้เหล่านี้ได้ราวกับว่ามันเป็นกิ่งไม้ทั่วไปเลยทีเดียว แล้วเจ้าสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้มันหายไปง่าย ๆ ได้ยังไงกัน? ทั้งที่มันทิ้งร่องรอยการทำลายล้างเอาไว้ขนาดนี้ แต่ข้าก็ยังไม่พบเห็นมัน แล้วมันทำได้ยังไง? โผล่มายังกับพายุเฮอริเคน แล้วหลังจากนั้นก็หายไปในป่าราวกับหมอกยามเช้า ข้ารู้สึกตื่นเต้นจริง ๆ ที่จะได้ไปยืนประจันหน้ากับเจ้าสัตว์ประหลาดตนนี้ มันจะต้องเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มากแน่ ๆ ผ่านที่โล่งมา ข้าจึงตามเสียงลำธารไป เพื่อตามหามันต่ออีกครั้ง ที่นั่นข้าได้พบกับเจ้าตัวเล็กที่มีขนรกรุงรังสีส้ม มันกำลังคลานสลับกับหยุดรออะไรบางอย่าง ข้าจึงแอบสอดแนมมันจากระยะไกล ในจังหวะที่มีปลาตัวเล็กกระโดดขึ้นมาเหนือลำธารนั้นเอง เจ้าสิ่งมีชีวิตนั่นก็กระโดดคว้าและดำลงน้ำอย่างสุขสำราญ เท่าที่เห็นข้าจึงทราบได้ว่ามันเป็นพวกเผ่า Yordle อีกทั้งยังเป็นนักล่าซะด้วย! สิ่งนี้ดูเป็นลางที่ดี ในไม่ช้าข้าจะได้พบเจ้าสัตว์ร้ายอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรหนีพ้นมือข้าได้ ในตอนนั้นใบหูใหญ่ ๆ ของเจ้า Yordle ก็ตั้งขึ้นและหันหน้ามาทางข้า เขาวิ่งสี่ขาเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมบูมเมอแรงในมือที่ทำจากกระดูก เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าข้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็พูดจ้อซึ่งฟังแล้วมันพูดไม่ค่อยชัดนัก ข้าผงกศีรษะเพื่อขอบคุณเจ้า Yordle หนุ่ม แล้วออกเดินตามหาเหยื่อต่อไป ข้าสำรวจในทุกพื้นที่ แม้ว่าทางเดินจะยากลำบากข้าก็ผ่านได้อย่างสบาย ข้าพยายามมองหาทุกร่องรอยที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้านั่น ในขณะที่ข้ากำลังจะดมตามหากลิ่นของมัน มีบางอย่างที่ทำให้ข้าไขว้เขว ข้าต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงแปลก ๆ เจ้า Yordle มันตามข้ามา ข้าคงยอมให้เขามารบกวนการล่าของข้าไม่ได้ ข้าจ้องหน้าเขาพร้อมชี้นิ้วให้ไปไกล ๆ แต่เขากลับมองหน้าข้าอย่างมึนงงสงสัย ข้าชักไม่แน่ใจแล้วซิ นี่มันลางดีหรือไม่ดีกันแน่ ข้าหันหลังให้มันพร้อมส่งเสียงคำราม สายลมจากเสียงคำรามทำให้ขนของเจ้า Yordle ลุกชูชัน เสียงสั่นสะเทือนก้องทั่วพื้นที่ หลังจากนั้นไม่นานนักเขาหันหน้ามา และในตอนแรกข้าคิดว่าอาจจะเป็นรอยยิ้ม แต่กลายเป็นว่าเขายกบูมเมอแรงขึ้นมาเตรียมขว้าง ด้วยความรวดเร็วข้าจึงฉกเอาอาวุธมาจากมือของเขา แล้วปาออกไปใส่ต้นไม้ให้มันปักอยู่บนกิ่งก้านสูง ๆ เขาจึงรีบพยายามปีนป่ายและกระโดดอย่างกระวนกระวายเพื่อนำมันคืนมา ข้าพึ่งจะออกเดินได้เพียงสิบก้าว ข้าก็ได้ยินเสียงคำรามก้อง มันสั่นสะเทือนไปจนถึงกระดูกสันหลังข้าเลยทีเดียว เสียงคำรามของมันทำให้หินและต้นไม้เกิดรอยแตก แล้วต้นไม้ยักษ์ใหญ่ก็โค่นล้มมาขวางหน้าข้า พร้อมทั้งอาวุธที่ทำจากกระดูกของเจ้า Yordle นั่นที่ปักอยู่ที่ลำต้น เสียงคำรามประหลาดดังขึ้นอยู่ข้างหลังข้า ข้าคงทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงแล้วล่ะ

    Read More
  • Gragas

    the Rabble Rouser

    สำหรับ Gragas แล้ว ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญเหนือไปกว่าการดื่มของมึนเมา เขาเต็มไปด้วยความกระหายเบียร์ดีกรีแรง ๆ โดยไร้เงื่อนไข จึงทำให้เขาคอยตามหาสุดยอดวัตถุดิบอันยอดเยี่ยมมาใส่ในถังของเขาเพื่อทำการหมักเบียร์รสเลิศ แต่ด้วยความเถื่อนจนยากจะคาดเดาของชายร่างท้วมเจ้าสำราญคนนี้ เขาดันชอบระเบิดถังเบียร์ทิ้งพอ ๆ ไปกับการระเบิดหัวคนด้วยเช่นกัน ด้วยความที่เขาชำนาญในการหมักของมึนเมา รวมกับอารมณ์ที่แสนแปรปรวนตามธรรมชาติ การนั่งดื่มกับ Gragas มันช่างเป็นตัวเลือกที่สุดแสนจะอันตรายอย่างแท้จริง Gragas หลงรักในเครื่องดื่มชั้นดี แต่ด้วยกฎหมายบ้านเมือง ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกขัดขวางการเข้าถึงการมึนเมาขั้นเทพ ในคืนหนึ่งหลังจากที่เขาดื่มเบียร์จนหมดทุกถัง ซึ่งมันไม่พอต่อความต้องการของเขา ทำให้ Gragas เริ่มมีความคิดว่า ทำไมเขาไม่มอมเหล้าตัวเองด้วยสุดยอดแห่งความเมาเสียเลยล่ะ และในคืนนั้นจึงทำให้เขาสาบานว่า เขาจะต้องหมักสุดยอดเบียร์ขึ้นมาให้ได้ ด้วยเป้าหมายที่ Gragas ตั้งขึ้นมา เขาจึงเดินทางเข้าสู่ Freljord ดินแดนที่จะทำให้เขาเก็บน้ำบริสุทธิ์จากขั้วโลกเหนือได้ เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบชั้นยอดในส่วนผสมของเขา แต่มันทำให้เขาเดินทางมาถึงสถานที่ที่ไม่มีบันทึกในแผนที่ของดินแดนน้ำแข็ง ในขณะที่เขากำลังหลงทางในพายุหิมะอันหนาวเหน็บ Gragas ก็เดินทางหลงเข้ามาพบกับ Howling Abyss ณ ที่นี่ เขาได้พบกับก้อนน้ำแข็งที่สวยใสไร้ที่ติ เขาไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อเขานำมันมาใส่ในเบียร์ของเขา น้ำแข็งก้อนนี้ก็ไม่ละลาย อีกทั้งมันยังมีสรรพคุณพิเศษที่ไม่อาจหาอะไรมาเทียบได้ นั่นก็คือมันจะทำให้เบียร์อยู่ในอุณหภูมิที่เย็นทันที และทำให้รสชาติเลิศล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ยังหลงในมนต์สะกดกับส่วนผสมใหม่ของเขา Gragas มุ่งหน้าเดินทางต่อเพื่อไปหาดินแดนศิวิไลซ์ เพื่อแบ่งปันน้ำผลไม้ที่เขาหมักด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา แต่ด้วยโชคชะตาที่นำพาเขามาถึงที่นี้ สิ่งแรกที่ต้องสายตาของ Gragas นั้นก็คือการชุมนุมครั้งแรกที่จะกำหนดชะตาของดินแดน Freljord นั้นเอง เขาเดินเข้าไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ท่ามกลางการเจรจาระหว่างสองชนเผ่าที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ซึ่งนั่นคือ Ashe ที่กำลังเจรจากับพันธมิตรอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ ที่นั่นดูเหมือนจะเป็นการพบเจอกันแบบตึงเครียดสำหรับ Ashe เมื่อฝั่งเหล่านักรบเห็น Gragas มันทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะโกรธและด่าทอใส่เขาอย่างรุนแรง แต่ด้วยนิสัยของ Gragas เขาจึงตอบโต้กลับด้วยการเอาหัวโขกสวนซะ เพื่อปิดฉากการทะเลาะวิวาท เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ถูกเล่าขานสืบต่อกันจนกลายเป็นตำนานอย่างหนึ่งของ Freljord เมื่อนักรบคนนั้นตื่นขึ้นมา Ashe ก็ได้ยื่นเครื่องดื่มแห่งมิตรภาพให้แทนการทะเลาะวิวาท นั่นก็เพราะในตอนนี้อารมณ์ของพวกเขาถูกทำให้สงบลงแล้ว ทั้งสองเผ่าจึงหยุดเรื่องทะเลาะวิวาทบาดหมาง และเริ่มสานสัมพันธ์อันดีต่อกัน ด้วยเบียร์สูตรพิเศษของ Gragas ทุกฝ่ายต่างหยุดความขัดแย้ง และ Gragas ก็ได้รับการยกย่องดั่งวีรบุรุษ แต่ว่าสุดยอดความฝันของยอดนักดื่มก็ยังไม่สำเร็จลุล่วง มันจึงทำให้เขาต้องออกเดินทางต่อในดินแดนหิมะแห่งนี้ เพื่อตามหาวัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์สุดยอดเครื่องดื่มมึนเมาแห่ง Runeterra ''และสิ่งนี้ จะทำให้มีขนขึ้นบนหน้าอกของเจ้า!'' -- Gragas

    Read More
  • Graves

    the Outlaw

    ประวัติของ Malcolm Graves เริ่มจากเขาได้เกิดมาที่ด้านหลังของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง Bilgewater พร้อมกับถูกทิ้งไว้กับขวดนมหนึ่งขวด ชีวิตในวัยเด็กของเขา เขาสามารถเอาตัวรอดในเมืองแห่งโจรสลัดด้วยการใช้กลอุบายทุกอย่างที่มีในตำรา ด้วยความปรารถนาที่จะอยากมีชีวิตใหม่ เขาได้แอบหนีขึ้นเรือเพื่อไปยังแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตามความโหดร้ายของโลกแห่งความเป็นจริงก็บังคับเขาให้ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ใต้ดินในหลาย ๆ เมืองที่เขาผ่าน ซึ่งเขาต้องหนีข้ามพรมแดนในหลาย ๆ ครั้ง มีอยู่วันหนึ่ง Graves ได้นั่งเล่นไพ่ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามของเขาคือ Twisted Fate พวกเขาทั้งคู่มี A คนละสี่ใบในมือ มันเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน ทั้งคู่ถูกใจและพร้อมตกลงใจที่จะเป็นสหายกัน พวกเขาทั้งคู่ร่วมมือกันโกงในหลาย ๆ อย่าง จนกระทั่งวันหนึ่ง Graves ถูกจับได้ว่าเขาโกง Dr.Aregor Priggs ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการแห่ง Zaunite และเป็นนักธุรกิจอีกด้วย ซึ่ง Priggs คับแค้นใจเป็นอย่างมากและหาทางแก้แค้น Graves อีกทั้งเขายังได้ล่วงรู้มาด้วยว่า Twisted Fate ผู้ซึ่งเป็นคู่หูของ Graves นั้นมีความปรารถนาที่จะควบคุมเวทมนตร์ เขาจึงได้ยื่นข้อเสนอแก่ Twisted Fate ว่าหากยอมส่งมอบ Graves ให้กับเขา เขาก็พร้อมที่จะให้สิ่งที่ Twisted Fate ต้องการ Twisted Fate รับข้อเสนอในทันที หลังจากที่ Priggs จับตัว Graves ได้ เขาก็ได้ส่งตัว Graves ไปคุมขังยังสถานที่พิเศษที่สร้างขึ้นมาเพื่อคุมขังอาชญากรโดยเฉพาะ Graves อดทนอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเขาสามารถหนีออกมาได้ ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น เพื่อนในนั้นของเขาได้แนะนำช่างปืนลูกซองฝีมือดี ผู้ซึ่งสามารถปรับแต่งปืนให้ตรงกับความต้องการของเขาได้ หลังจากที่เขาไปสะสางบัญชีความแค้นกับ Priggs เรียบร้อยแล้ว Graves ได้เข้าร่วมสงคราม League of Legends โดยมีสองสิ่งอยู่ในใจคือ การแก้แค้น และ Twisted Fate ''สิ่งที่อยู่ในใจของข้าในขณะถูกคุมขังนั้น มันไม่มีอะไรเลย นอกจากการวางแผน'' - Graves

    Read More
  • Hecarim

    the Shadow of War

    Hecarim เป็นปีศาจยักษ์ใหญ่ ที่คลุมทั้งกายด้วยเกราะ ซึ่งมีชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวไปทั่วทั้งดินแดน Runeterra เขาทำงานลาดตระเวนให้แก่ Shadow Isles และโค่นเหล่าคนที่โง่พอจะย่างกรายเข้าไปเดินในดินแดนต้องสาป ดั่งทัพหน้าของเหล่าผีดิบ Hecarim ควบออกมาจากม่านหมอกดำทมิฬ หัวเราะเย้ยหยัน ในขณะที่เขาเหยียบเหล่าศัตรูไว้ใต้กีบเท้าหุ้มเหล็ก

    Read More
  • Heimerdinger

    the Revered Inventor

    บันทึกการทดลอง ศจ. Cecil B. Heimerdinger วันที่ 14 เดือน 10 เวลา 09:15 น. วันนี้สภาวะดินฟ้าอากาศในเมือง Bandle ช่างยอดเยี่ยม ความดันอากาศในวันนี้ช่างเหมาะสมแก่การทดลองจริง ๆ! ฉันจะทำการทดสอบเดินเครื่อง Tridyminiumobulator ในช่วงบ่ายวันนี้ ต้องมีการปรับแต่งสักเล็กน้อย หนวดฉันมันดูไม่เข้าทรงเท่าไหร่นัก ต้องปรับแต่งปริมาณพลังงานด้วยสินะ เวลา 16:00 น. เครื่อง Tridyminiumobulator ยังผลิตพลังงานได้ไม่ดีพอตามที่ฉันวางแผนเอาไว้ จะต้องเพิ่มค่าตัวแปรเข้าไปอีก ระหว่างนั้น ฉันก็พบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจ ฉันเจอมันอยู่ข้างทางตอนกลับบ้าน หลังจากจบการทดลองของวันนี้ ฉันเห็นเจ้าหนู Yordle ตัวน้อย เล่นขว้างอะไรสักอย่างใส่กันอยู่ ของสิ่งนั้นมันเป็นทรงกลม มันเป็นคอนเซ็ปท์ที่เรียบง่าย โยนอะไรสักอย่างให้อีกคนรับ แล้วก็โยนกลับไปกลับมา ซ้ำไปซ้ำมา แต่แล้วก็เกิดการคำนวณผิดพลาดของเจ้า Yordle ตัวน้อยนั่นจนได้! เกิดการผิดพลาดของการส่งแรง ทำให้ความแม่นยำหายไป และ ''ลูกบอล'' (ได้ยินพวกเขาเรียกว่ายังงั้นนะ) มันก็ตกพื้น... มีหลายวิธีที่จะปรับปรุงให้กระบวนการดีขึ้น จากการคำนวณและหลังจากรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการทดลอง ถ้าเพิ่มความแรงในการโยนกับมุมโค้งสัก 44.57% ก็น่าจะสนุกขึ้นมาก ๆ เลยล่ะ! อืมม.. มีบางอย่างฉันจะต้องลองนำไปไตร่ตรองเพิ่มขึ้นในช่วงเย็นนี้ วันที่ 15 เดือน 10 เวลา 05:20 น. ยูเรก้า! ฉันได้ค้นพบคำตอบแล้ว ฉันจะสร้างเครื่องปาบอลอัตโนมัติ ชื่อปัจจุบันของมันคือ H-28G มันจะส่งลูกได้อย่างแม่นยำ ทั้งความเร็ว และวิถีการขว้าง และแน่นอนว่า มันจะคำนวณให้คนรับบอลได้อย่างแน่นอน มันจะหันไปหา Yordle ที่อยู่ใกล้ที่สุด (ถ้ามีมากกว่า 1 ในบริเวณใกล้เคียง) และแน่นอนให้ทุกคนได้รับบอลอย่างเท่าเทียมกัน แล้วฉันจะนำสิ่งประดิษฐ์นี้ไปให้เจ้า Yordle ตัวน้อย และสาธิตวิธีการทำงานสิ่งประดิษฐ์ของฉัน แย่ล่ะ เมื่อเช้าฉันทำกรดพิษหกใส่รองเท้า น่าเบื่อจริง ๆ เวลา 10:30 น. วันนี้ฉันทำการทดสอบเครื่องยิงบอลอัตโนมัติ แต่ผลมันไม่เป็นไปตามที่ฉันคำนวณไว้ เจ้าหนูตัวน้อยตื่นเต้นกับงานประดิษฐ์ของฉันมาก แต่พอมันเริ่มยิงบอล กลับรุนแรงเกินไป! ถึงแม้ฉันจะปรับให้มันยิงบอลอย่างเบาที่สุดแล้ว แต่เจ้าหนูก็โดนทีเดียวสลบไม่ได้สติ เห็นได้ชัดว่า ฉันลืมคำนวณเรื่องความเร็วหลังจากที่ยิงไปแล้วเสียสนิท... ฉันจะต้องรีบกลับไปปรับแต่งมันอีกครั้ง แต่งานที่สำคัญที่สุดของฉันตอนนี้ก็คือ เจ้าเครื่อง Tridyminiumobulator ฉันจะต้องแก้ไขความซับซ้อนของมันก่อนจะไปทานมื้อเที่ยง แล้วเมื่อเสร็จเรียบร้อย ฉันจะต้องทดสอบมันที่อื่น เมือง Bandle นั้นไม่เพียงพอต่อการทดสอบภาคสนามของมัน วันที่ 16 เดือน 10 เวลา 15:55 น. ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเมืองใหญ่ เป็นสถานที่ซึ่งทำให้ฉันรำคาญใจสุด ๆ ที่นี่มีแต่เสียงดังรบกวนงานวิจัยของฉัน! วันนี้ต้องไปดูแทงค์เก็บปลาซะแล้วสิ วันนี้มันดูเงียบ ๆ ผิดปกติชอบกล... วันที่ 17 เดือน 10 เวลา 10:40 น. ฉันได้ข่าวว่ามี Yordle จำนวนมากมายได้รับบาดเจ็บจากเจ้ายักษ์ที่มาจากไหนก็ไม่รู้ มันมาสร้างความโกลาหลอย่างใหญ่หลวง ถ้ามันไม่หยุดในเร็ว ๆ นี้ ฉันจะต้องทำสิ่งที่จำเป็น! ฉันหวังว่าเจ้า H-28G จะยังใช้งานได้ ฉันจะเสียเวลาไปอีกมากถ้าต้องมานั่งสร้างมันใหม่อีกครั้ง เวลา 16:30 น. ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ดูเหมือนเจ้ายักษ์จะได้สติแล้วก็ถอยกลับไป ฉันต้องประมวล H-28G ในวันพรุ่งนี้ หลังจากปรับแต่งค่าแรงดัน ฉันก็ใกล้จะทำให้ Tridyminiumobulator เสร็จสมบูรณ์แล้ว! วันที่ 18 เดือน 10 เวลา 08:30 น. วันนี้ช่างเป็นวันที่สำคัญจริง ๆ ฉันตกใจจากเสียงเคาะประตู ดูเหมือนชาวเมืองทุกคนในเมืองจะมาอยู่ที่หน้าบ้านของฉัน โดยปกติแล้วพวกเขาจะมารวมตัวกันบ่นเรื่องงานทดลองของฉัน... แต่วันนี้ พวกเขามาพร้อมกับงานฉลอง! ดูเหมือนเจ้าหนู Yordle คนหนึ่งจะเอา H-28G ตัวต้นแบบของฉันไปใช้สู้กับเจ้ายักษ์จอมอาละวาด เขาพิสูจน์ว่ามันเป็นผลงานสร้างสรรค์ และดัดแปลงมันให้กลายเป็นป้อมปืนอันทรงพลัง แล้วเขาก็ใช้มันขับไล่เจ้ายักษ์ไปได้สำเร็จ! ฉันอยากที่จะจ้างเจ้าตัวน้อยมาเป็นลูกมือฉันในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันมีแผนการทดลองใหญ่อยู่ และการสนับสนุนของเขาจะช่วยฉันได้มาก แต่น่าเสียดาย เขาต้องออกไปจากเมือง Bandle ซะแล้ว แผนงานทดลองต่อของฉัน ฉันจะต้องหาที่ทดลองที่ใหญ่ขึ้นยิ่งกว่าเดิม ฉันต้องการพื้นที่สำหรับการทดสอบใหม่ Runeterra จะต้องประจักษ์!

    Read More
  • Irelia

    the Will of the Blades

    เป็นที่เล่าลือกันมานานแล้วว่า ชนชาวเผ่า Ionia นั้น เป็นผู้คิดค้นศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายที่อยู่บนผืนแผ่นดิน แต่มีอย่างหนึ่งที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ และสิ่งที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากนั่นคือ เพลงดาบของยอดปรมาจารย์ดาบนามว่า Lito จอมดาบผู้ถูกอ้อนวอนให้สอนวิชาของเขาในหลาย ๆ เมือง แต่ทว่าวิชาของเขานั้นถูกปกปิดเป็นความลับ ว่ากันว่าดาบที่ปรมาจารย์ผู้นี้ถือไว้ในมือ มันแทบจะมีชีวิตเลยทีเดียว แต่เป็นที่โชคร้ายสำหรับชาว Runeterra เพราะปรมาจารย์ดาบ Lito ได้จากโลกนี้ไปด้วยโรคร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ ทิ้งไว้เพียงลูกชายกับลูกสาวของเขา Zelos และ Irelia และอาวุธวิเศษของเขา เมื่อพวกเธอโตขึ้นมา Zelos ได้กลายเป็นหัวหน้าหน่วยในกองกำลังป้องกัน Ionia และต้องนำกองกำลังของเขาไปขอความช่วยเหลือจากนคร Demacia ในทันที เพราะว่า Noxus กำลังเข้าทำการโจมตี Ionia อยู่ จึงทำให้ Irelia ได้รับหน้าที่สำคัญในการป้องกันเมืองคนเดียวจนกว่าน้องชายของเธอจะกลับมา ชาว Ionia ต่อสู้กันอย่างสุดความสามารถ แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เลือดของชาว Ionia ไหลชะโลมแผ่นดินบ้านเกิดใต้ฝ่าเท้าของพวก Noxus ชาวเมือง Ionia เตรียมพร้อมที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตาของพวกเขา จนกระทั่งเจ้าหนู Irelia ได้นำอาวุธวิเศษของบิดาของเธอมาต่อสู้เพื่อยืดเวลาไว้ จนกระทั่งน้องชายของเธอกลับมา สถานการณ์เหมือนจะกลับมามีความหวังอีกครั้ง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย Irelia ได้ถูกคำสาปของพ่อมดชาว Noxus และในขณะที่เธอกำลังพลาดท่าเกือบจะเสียชีวิตนั้น Soraka ได้โผล่เข้ามา และช่วยเหลือเธอไว้ได้ทันท่วงที ด้วยเจตจำนงที่ต้องการจะช่วยเหลือบ้านเกิดของเธอ เธออยากจะลุกไปต่อสู้อีกครั้ง แต่ขณะนั้นร่างกายของเธอกลับไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเธอเสียแล้ว ทันใดนั้นดาบวิเศษของบิดาของเธอก็ลอยขึ้นมาอยู่เหนือพื้นข้าง ๆ เธอ เธอจึงคว้าอาวุธและพุ่งเข้าไปยังกลุ่มของศัตรูในทันที ไม่มีสิ่งใดที่จะขวางเธอได้ ดาบของเธอบินวนรอบกายเธอ และฟาดฟันศัตรูราวกับกำลังเต้นรำ ฝั่ง Noxus ทำได้แค่อ้าปากค้างทำอะไรไม่ได้และถอนทัพกลับไป หลังเสร็จศึกในครั้งนั้น Irelia จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของกองกำลังป้องกัน Ionia และนั่นคือจุดเริ่มต้นก่อนที่ Irelia จะเข้าสู่สนามรบ Field of Justice... 'คมดาบจะเปล่งประกายขึ้น เมื่อมันถูกย้อมไปด้วยเลือด' -- รายงานจากภาคสนามของกองกำลัง Noxus

    Read More
  • Janna

    the Storm's Fury

    นานมาแล้ว มีเหล่าจอมเวทย์ผู้อุทิศตนให้แก่พลังแห่งธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ Janna ผู้ซึ่งเริ่มเรียนเวทมนตร์ตั้งแต่สมัยครั้งเยาว์วัย ท่ามกลางความวุ่นวายในเมือง Zaun เธอเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความยากลำบาก เธออาศัยปัญญาอันแสนฉลาดของเธอในการดำรงชีวิต แต่ก็มีบางครั้งที่การใช้ปัญญาอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ เธอจึงต้องขโมยเพื่อให้เธอมีชีวิตรอด พลังเวทมนตร์อันเกรี้ยวกราดประจำเมือง Zaun เป็นเวทมนตร์แรกที่ Janna รับรู้ว่าสามารถใช้มันเพื่อป้องกันและยกระดับของตัวเองขึ้นได้ Janna ค้นพบว่า เธอเองมีความผูกพันกับพลังเวทมนตร์สายหนึ่งอย่างมาก นั่นคือพลังเวทมนตร์ธาตุลม เธอสามารถใช้เวทมนตร์แห่งลมได้อย่างคล่องแคล่วภายในเวลาไม่กี่เดือน ราวกับว่าเธอเกิดมาจากมันเลยทีเดียว Janna เติบโตจากเด็กผู้หญิงข้างถนนจนกลายเป็นเทพเจ้าแห่งสายลมในเพียงชั่วข้ามคืน โดยการสั่งสอนคนที่กล้ามาต่อกรกับเธอ จากการที่เธอสำเร็จวิชาเวทมนตร์แห่งลมนั้น ได้ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าเธอนั้นมาจากโลกอื่นเลยทีเดียว ด้วยความที่ต้องการกำจัดความอยุติธรรมให้หมดไปจากโลกนี้ เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมในสงครามแห่ง League of Legends และ Janna เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนในการทดลองทางด้านเวทมนตร์ และการพัฒนาเครื่องจักรเวทมนตร์ (Techmaturgist) ซึ่งทำให้เธอมีสถานะเหมือนเป็นพันธมิตรทางอ้อมกับนคร Piltover นั่นเอง Janna เป็นที่ชื่นชอบของสมาคมชาว League และเป็นจุดสนใจเสมอเวลามีงานเฉลิมฉลองอะไรก็ตาม อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมว่าเธอนั้นสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ดั่งสายลม... อย่าได้หลงใหลในความงามของ Janna เพราะเนื้อแท้แล้ว เธอเป็นพายุดี ๆ นี่เอง

    Read More
  • Jarvan IV

    the Exemplar of Demacia

    ในฐานะที่เป็นเชื้อราชวงศ์แห่ง Demacia กว่าศตวรรษ สมาชิกทั้งหลายในตระกูล Lightshield ใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการสู้รบกับปรปักษ์ของประเทศ Demacia ซึ่งก็มีหลายคนพูดว่า ตระกูล Lightshield ทั้งหมดเกิดมาพร้อมกับความเกลียดพวก Noxus เข้าสายเลือด และแน่นอน Jarvan IV ก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นคนของตระกูล Lightshield คนแรกที่เกิดมาในยุคของสงคราม League of Legends ก็ตาม ด้วยสายเลือดที่เข้มข้นของ Jarvan IV เขาได้นำกองทัพ Demacia เข้าต่อสู้กับกองทัพของ Noxus อย่างดุดัน เขารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกทหารมาโดยตลอด จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง Jarvan IV พลาดท่าและถูกจับได้โดยนายพล Jericho Swain ความผิดพลาดครั้งนั้นเกือบทำให้เขาสิ้นชีวี แต่โชคของเขายังดีที่เพื่อนสมัยเด็กของเขา Garen และกองกำลัง Dauntless Vanguard ช่วยเหลือเขาไว้ได้ทันท่วงที Xin Zhao ผู้ใกล้ชิดของ Jarvan IV เชื่อว่าการถูกจับในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงเขาโดยสิ้นเชิง ''แม้ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่คุณ แต่เหมือนเขามีสิ่งที่อยู่ในใจที่เขาไม่อาจละทิ้งได้อยู่ภายในจิตใจของเขาตลอดเวลา..'' มีอยู่วันหนึ่ง Jarvan IV ได้ทำการคัดเลือกทหารฝีมือดี และเดินทางออกจาก Demacia ไปกับเขา เพื่อที่จะตามหาโอกาสใน ''การแก้ตัว'' เขาเริ่มต้นโดยการแกะรอย และตามล่าสัตว์ร้าย และตามล่าโจรทั้งหลายในเขตทางตอนเหนือของ Valoran ในเวลาไม่นานนัก เขาก็เริ่มเบื่อหน่ายกับเหยื่อที่มันง่ายเกินไป Jarvan IV กำลังมองหาสิ่งที่เขาเท่านั้นที่เข้าใจได้ เขาได้ออกเดินทางไปยังตอนใต้ของเทือกเขา The Great Barrier หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของเขาอีกเลย เป็นเวลาสองปีระหว่างที่ผู้คนกำลังล่ำลือไปในทิศทางเลวร้ายต่าง ๆ นานา Jarvan IV ก็กลับมาพร้อมกับความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม เกราะของเขาประดับไปด้วยกระดูกของสัตว์ร้ายที่ไม่ใครรู้จัก ตาของเขาเหมือนคนที่รู้แจ้งเห็นจริง ราวกับผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว ทหารผู้ติดตามเขา 12 คน ที่พาไปด้วยในตอนแรก บัดนี้เหลือเพียงแค่ 2 คน รอดชีวิตกลับมา Jarvan IV กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเย็นยะเยือกว่า ข้าจักนำศัตรูของ Demacia มาคุกเข่าต่อหน้าข้าให้จงได้ ''ความจริงนั้นมีเพียงหนึ่ง และเจ้าจะหาคำตอบได้จากทางที่หอกของข้าชี้ไป'' -- ''คำพูดสุดท้าย'' ของ Jarvan IV ในตอนที่ปฏิบัติการของเขาล้มเหลว

    Read More
  • Jax

    Grandmaster at Arms

    บางครั้งใน League of Legends จะมีแชมป์เปี้ยนบางคนที่ต้องถูกจำกัดขอบเขต หรือถูกควบคุมความประพฤติ Jax เป็นหนึ่งในนั้น Jax เป็นนักสู้ที่สมบูรณ์แบบมากในสถาบันการสงคราม ก่อนที่จะเข้าร่วมสงคราม League นั้น Jax เป็นเพียงทหารรับจ้างธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่มีแต่ผู้นำของสมาคมคนก่อน ท่านสมาชิกสภาสูง Reginald Ashram เท่านั้นที่รู้ ชื่อของ Jax ได้เข้าไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายชื่อแชมป์เปี้ยนที่จะได้รับ League Judgement ซึ่งก็คือกระบวนการตรวจสอบสัมภาษณ์ว่าเขาจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธในฐานะแชมป์เปี้ยน การตรวจสอบสัมภาษณ์นั้นจบลงอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ League และผลที่ออกมาคือ Jax ได้รับการยอมรับจากสมาคม Jax พิสูจน์ตัวของเขาให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นฝันร้ายในสนามรบอย่างแท้จริง และได้ฉายาว่า ''Armsmaster of the League'' เหล่าซัมมอนเนอร์ใน League ก็เริ่มมีความวิตกกังวลว่าจะทำยังไงถึงจะสามารถเอาชนะแชมป์เปี้ยนผู้ไร้พ่ายคนนี้ได้ เมื่ออยู่ต่อหน้า Jax แล้ว ชัยชนะที่ผ่านมาในอดีตนั้นล้วนไร้ความหมาย และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้สมาชิกสภาคนปัจจุบัน Hayward Relivash จำเป็นต้องออกกฎข้อบังคับมาเฉพาะสำหรับ Jax ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์สงคราม League กฎข้อนั้นมีอยู่ว่า Jax จะต้องต่อสู้โดยให้ใช้ได้เพียงแค่ ''เสาตะเกียงทองเหลือง'' ชิ้นเดียวเท่านั้น กฎข้อนี้ลดประสิทธิภาพการต่อสู้ของ Jax ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เขาก็ยังสามารถต่อสู้ต่อไปได้ และทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอาวุธคู่กายชิ้นใหม่นั่นคือ ''เสาตะเกียงทองเหลือง'' นั่นเอง ''ตอนนี้ได้มีนักรบสุดแข็งแกร่ง ผู้ใช้เสาตะเกียงเป็นอาวุธกำเนิดขึ้นใน League of Legends แล้ว'' -- Gragas กล่าวไว้

    Read More
  • Jayce

    the Defender of Tomorrow

    อาวุธที่สร้างมาด้วยปัญญา ดูมีเสน่ห์ และเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา นั่นคือ ค้อนที่เปลี่ยนรูปร่างได้ Jayce ใช้ชีวิตเพื่อการปกป้องชาวเมือง Piltover เขาถูกกล่าวขานในฐานะ นักประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยม เขามีบุคลิกภาพน่าหลงใหล อีกทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์มาก สิ่งประดิษฐ์ของเขา ทำให้ชีวิตชาวเมือง Piltover สดใส สนุกสนาน แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานของเขาก็เป็นที่สนใจของศัตรูแห่งเมือง Piltover เช่นเดียวกัน Viktor นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าเครื่องจักรเวทมนตร์แห่ง Zaun ได้ทำการบุกเข้าไปปล้นในห้องแล็บของ Jayce ที่กองกำลังของ Barely ป้องกันอยู่ แต่เนื่องจากการป้องกันที่ไม่เพียงพอ Viktor จึงขโมยแบบแปลนที่ใช้สร้างเครื่องเปลี่ยนพลังงานเวทมนตร์บริสุทธิ์ ซึ่ง Jayce กลัวว่า Viktor จะนำแบบแปลนที่ขโมยไปสร้างอาวุธที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล เขาจึงได้ร้องขอ เพื่อให้รัฐบาลเมือง Piltover โต้ตอบ แต่ทว่า ทางรัฐบาลไม่สนับสนุนการรุกรานผู้อื่น คำร้องของเขาจึงถูกปฏิเสธ Jayce ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นนั้น จะถูกนำใช้รุกรานประชาชนของ Piltover จึงทำให้ Jayce ตัดสินใจที่จะตอบโต้ Viktor ด้วยตัวเขาเอง Jayce กลับยังห้องแล็บของตนเอง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ที่ต้องไปลุยด้วยตนเองคนเดียว หลังจากที่เขาค้นคว้า พัฒนา และทดสอบเสร็จสิ้น และแล้วมันก็สำเร็จ เขาได้สร้างชุดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่เขาเคยค้นคว้ามา ซึ่งเป็นอาวุธอเนกประสงค์ ที่ถูกตั้งชื่อว่า Mercury Hammer เมื่อเขาติดตั้งอาวุธและเตรียมตัวพร้อมแล้ว Jayce จึงไม่รอช้า เริ่มการเข้าบุกจู่โจมในทันที เขาต่อสู้กับเหล่าผู้ช่วยของ Viktor ที่พยายามจะหยุดเขาได้อย่างง่ายดาย ทำให้กองกำลังของ Zaunite ต้องถอยหนี Jayce บุกเข้าไปจนถึงใจกลางห้องแล็บ จนได้เผชิญหน้ากับ Viktor เขาต่อสู้จนทำลายอาวุธต้นแบบของ Viktor ได้สำเร็จ และเมื่อ Jayce กลับไปที่ Piltover เขาถูกยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ เขามีความสุขที่ได้รับการยกย่อง แต่เขารู้ดีว่าการกระทำของเขานั้น ได้กระตุ้นความโกรธแค้นให้กับประเทศศัตรู ตอนนี้เขาก็ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องชาวเมือง ในขณะนี้ Jayce เป็นความหวังของเมือง Piltover ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องอนาคตที่สดใสของเหล่าผู้คนในเมือง ''เชื่อฉัน ถ้าพวกเราฉลาดพอ ไม่ว่า Piltover จะพบภัยคุกคามใด ๆ เราจะสามารถต่อสู้ยืนหยัดได้อย่างแน่นอน เฮ่.. ฉันนี่แหละ เป็นข้อพิสูจน์ ที่ยังมีชีวิตอยู่'' -- Jayce กล่าวไว้

    Read More
  • Jinx

    the Loose Cannon

    Jinx เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่เพื่อทำลายล้าง และมักจะโผล่มาสร้างความวุ่นวายไปทั่วทุกหัวระแหง โดยที่เธอไม่คิดถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดตามมาเลย ทุกเหตุการณ์ที่เธอมีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เกิดเหตุจะเหลือไว้เพียงแต่ร่องรอยความแตกตื่นโกลาหล เธอเป็นอาชญากรสาวผู้มีสภาพจิตผิดปกติ แถมยังมีอารมณ์หุนหันพลันแล่นมาก แล้วสิ่งที่เธอเกลียดแสนจะเกลียดที่สุดนั่นก็คือ ความรู้สึกอันน่าเบื่อหน่าย เมื่อใดก็ตามที่เธอได้ปลดปล่อยความร้ายกาจในตัวออกมาสร้างความโกลาหล เธอจะรู้สึกสนุกสุขสำราญอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และสถานที่ที่เธอชอบโผล่ไปแสวงหาความสุขสำราญที่ว่านั่น ก็คือ Piltover นั่นเอง ด้วยเหล่าสรรพาวุธของเล่นสุดอันตรายที่เธอมีในครอบครอง เธอจึงสามารถจัดระเบิดชุดใหญ่อันเจิดจ้าและดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ทั้งหมดก็เพื่อสร้างความแตกตื่นตกใจให้กับเหล่าผู้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่เหล่านั้น แต่เธอกลับไม่เคยถูกจับได้เลย เธอชอบไปก่อเหตุเพื่อหยอกล้อกวนประสาทเหล่าผู้รักษาความปลอดภัยแห่ง Piltover และเธอมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เธอชอบไปเล่นด้วยเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ที่พูดถึงนี้ก็คือ Vi นั่นเอง Piltover เป็นเมืองที่รู้จักกันทั่วไปอย่างยาวนานว่าเป็นเมืองแห่งการพัฒนาและเป็นเมืองที่มีแต่ความสงบสุข เพราะเมืองนี้ปกครองด้วยกฎระเบียบต่าง ๆ นานามากมาย แต่เพราะว่าเป็นเมืองที่สงบสุข มันจึงกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับอาชญากรหน้าใหม่ ผู้ที่พึ่งเดินทางมาพบเจอสถานที่แห่งนี้ ผู้ร้ายปริศนารายนี้ได้สร้างความเสียหายทำลายเมืองมากมายหลายส่วน ซึ่งมันกลายเป็นการก่อการร้ายที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Piltover เลยทีเดียว การก่ออาชญากรรมของเธอนั้น จะทำขึ้นโดยไม่มีเหตุผลรองรับ อย่างเหตุการณ์ที่เธอแอบเข้าในสวนสัตว์ แล้วปล่อยเหล่าสัตว์ให้ออกมาเดินเพ่นพ่านตามถนนในเมือง แถมยังแต่งตัวเลียนแบบคณะละครสัตว์อีกด้วย หรือว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ลอบขึ้นไปเผาเรือเหาะที่บินอยู่กลางอากาศ จนทำให้มันตกลงมาเสียหาย แถมควันที่ออกมานั้นก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นกลุ่มควันรูปแมวน้อยและหัวใจอีก หรือไม่ว่าเหตุการณ์วางระเบิดโรงงานผลิตสีที่ใหญ่ที่สุดในเมือง จนทำให้บริเวณรอบ ๆ นั้นกลายเป็นสีชมพูสดใสไปทั่วบริเวณ หลังจากที่ลงมือจัดการก่ออาชญากรรมเหล่านี้ไปแล้ว อาชญากรผู้ทำความผิดคนนี้ก็จะปรากฏกายออกมาให้เห็น เธอเป็นหญิงสาววัยรุ่นที่ดูลึกลับ ผู้ที่พบเห็นก็บอกเล่าเกี่ยวกับลักษณะของเธอไว้หลายอย่าง ในมือของเธอนั้นถืออาวุธหน้าตาแปลก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีของ Piltover แต่การแต่งตัวของเธอกลับเหมือนกับพวก Zaun และด้วยการที่เธอนำพาปัญหาต่าง ๆ มาฝากด้วยทุกครั้ง เหล่าผู้คนจึงขนานนามให้เธอว่า Jinx ยิ่งนับวัน Jinx ก็อาละวาดมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ Caitlyn นายอำเภอแห่ง Piltover ต้องออกมาจัดการด้วยตนเอง เพราะเธอมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับหน่วยปราบปราม ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน จึงทำให้เธอต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในเร็ววัน ส่วนทาง Jinx ที่มีรูปแบบการก่ออาชาญกรรมที่แปลกประหลาดไม่เหมือนอาชาญากรทั่วไป ก็ได้หมายตาไปที่สิ่งสำคัญที่สุดของเมือง Piltover นั่นหมายถึงคลังสมบัติที่มีการรักษาความปลอดภัยที่หนาแน่นที่สุดของเมือง และนั่นก็เป็นสาส์นท้ารบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่สุดแกร่งด้วยเช่นกัน ด้วยความที่อยากจะท้าทายและหยอกล้อ Vi โดยตรง Jinx จึงส่งวันเวลาที่จะทำการลงมือให้กับทางการ แถมยังท้าทายให้หยุดเธอจากการก่อเหตุครั้งนี้ด้วย ด้วยความมุ่งมั่นของ Vi ที่จะนำอาชญากรตัวแสบเข้ากรงขังให้ได้ Vi จึงสอดส่องเฝ้าคอยอยู่ภายนอกคลังสมบัติ จนถึงเวลาที่ Jinx ท้าทายเอาไว้ และแน่นอนเธอปรากฏตัวออกมาตามเวลาที่ท้าทายเอาไว้จริง ๆ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ เธอรู้ดีว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะจัดการจับอาชญากรตัวแสบเอาไว้ให้ได้ Vi ไล่ตามอาชญากรตัวแสบเข้าไปในตัวตึก และเธอก็ต่อยทำลายกำแพงเจาะทะลุไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะไล่ตาม Jinx ที่กำลังเดินไปที่คลังโดยหัวเราะคิกคักพร้อมทั้งยิงระเบิดไฟออกมาด้วย จนในที่สุด Vi ก็ไล่ต้อน Jinx เข้าไปจนมุมอยู่ในคลังสมบัติ แต่เรื่องเพียงแค่นี้ยังไม่อาจจัดการกับอาชญากรสาวได้ เธอหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา พร้อมทั้งยิงจรวดอัดลงบนพื้นบริเวณที่พวกเธอกำลังยืนกันอยู่ หลังจากที่พวกเธอไล่ล่ากันในตึก เมื่อ Vi คลานออกมาจากซากปรักหักพัง เธอก็เดินตรวจตรารอบ ๆ ทันที แต่เธอกลับไม่พบร่องรอยของ Jinx เลย นอกจากความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีการขโมยสิ่งใด ๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เธอกลับพบข้อความหนึ่งที่อาชญากรสาวทิ้งไว้ให้กับเจ้าหน้าที่คนโปรดของเธอ คำท้าทายที่น่าตกใจลอยอยู่บนเส้นขอบฟ้าของ Piltover แสงไฟจากตัวเมืองส่องออกมาเป็นคำเยาะเย้ยอย่างกวนประสาท ''เธอไม่มีทางจับฉันได้หรอก'' ในขณะที่ Vi ยืนอ่านข้อความนี้อยู่ เธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักจากคู่อริดังแว่วมาแต่ไกล และแล้วเมืองที่เคยสงบสุข ตอนนี้กลับต้องจมเข้าสู่ความมืดมิดเป็นครั้งแรก ''โอ้.. ดูซิ ดูซิ ฉันกำลังเปิดกล่องน้ำใจของฉันให้อยู่นะ! แต่เอ๊ะ กล่องนี้มันกล่องเปล่านี่นา!'' -- Jinx

    Read More
  • Kalista

    the Spear of Vengeance

    Kalista เป็นจิตวิญญาณนิรันดร์แห่งกรรม ผู้ครอบครองความเกลียดชังอย่างสุดหยั่งถึง กับเหล่าคนที่หลอกลวง และทรยศเธอ ในช่วงที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เธอเป็นถึงระดับตำนานนักรบ แต่ในขณะที่เธอพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรม เธอก็ถูกทรยศและสังหารโดยคนที่เธอเชื่อใจมากที่สุด และในตอนนี้เธอได้กลายเป็นบุคคลที่สามารถขอร้องให้ช่วยแก้แค้นได้ แต่ก็มีค่าใช้จ่าย นั่นคือวิญญาณของผู้อุทธรณ์จะต้องสูญเสียไป แล้วผูกวิญญาณกับเธอชั่วนิรันดร์

    Read More
  • Karma

    the Enlightened One

    Karma เป็นหญิงสาวที่มีความอดทนไม่ย่อท้อ และมีพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างไม่มีขีดจำกัด เธอคือจิตวิญญาณของเมือง Ionia โดยเธอได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ในสนามรบ อีกทั้งเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในสนามรบอีกด้วย เธอคอยปกป้องพรรคพวกของเธอ พร้อมทั้งย้อนกลับมาที่เหล่าศัตรูของเธอ เธอเป็นผู้นำที่ฉีกกฎระหว่างประเพณีดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น Karma พยายามอย่างมากเพื่อปกป้องความสงบสุขของ Ionia และเธอจะใช้พลังเพื่อยุติปัญหาเฉพาะคราวที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ครั้งหนึ่ง Karma เคยอยู่อย่างสงบสุขในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบน Ionia ที่นำโดยคณะสงฆ์อาวุโส ชาวบ้านที่นี่จะได้รับการฝึกสอนเวทมนตร์แห่งความเมตตา และอหิงสา โดยรู้กันดีว่าเธอสามารถเชื่อมต่อพลังเข้ากับดินแดนแห่งจิตวิญญาณได้ และได้รับการยอมรับให้เป็นคนกลางที่คอยไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ ด้วย Karma สามารถเรียนประเพณีต่าง ๆ ของหมู่บ้านได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการรู้แจ้งของชาว Ionia วันหนึ่งความยึดมั่นในสันติภาพภายในจิตใจของเธอก็ต้องถูกทดสอบ เมื่อเหล่ากองทหารของ Noxus เข้าบุกรุก Ionia ในระหว่างที่คณะสงฆ์อาวุโสเลือกที่จะใช้สันติวิธี ที่พวกเขาคิดว่าน่าจะช่วยเหลือพวกเขาจากความรุนแรงได้ Karma ที่เคยได้ยินแต่เรื่องเล่าอันแสนโหดร้ายของกองทหาร Noxus เธอจึงออกหน้าถามคณะสงฆ์อาวุโส ด้วยความเคร่งครัดและไม่ทำการเคลื่อนไหวใด ๆ เจ้าคณะก็บอกเพียงให้เชื่อมั่นในประเพณีของหมู่บ้าน เมื่อกองทัพของเหล่าผู้รุกรานเดินทางมาใกล้หมู่บ้าน เจ้าคณะจึงขี่ม้าออกไปเจรจาเพื่อให้จบเรื่องด้วยสันติวิธี และการเจรจาก็ล้มเหลว แม่ทัพกองทัพ Noxus ลงมือสังหารเจ้าคณะด้วยมือของเขาเอง พร้อมทั้งสั่งให้กองทหารเข้าโจมตีหมู่บ้านในทันที เมื่อกองทัพ Noxus เคลื่อนทัพเข้ามาใกล้ ชาวบ้านต่างปลงตก เตรียมตัวตายไปพร้อมกับสันติภาพที่ตนเองยึดมั่น แต่ทาง Karma ไม่ยอมรับความตายในรูปแบบนี้ เธอคิดว่ามันคือทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง พร้อมกับมองหาวิธีอื่นแทน เธอเลือกที่จะเสียสละชีวิตหนึ่งชีวิต เพื่อรักษาชีวิตอื่น ๆ เอาไว้ เพื่อช่วยชีวิตประชาชน เธอรวบรวมพลังภายในออกมา และใช้พลังทั้งหมดเท่าที่เธอจะทำได้ ทำให้เกิดการระเบิดจากจิตวิญญาณอัคคีในร่างของเธอ แล้วขดเป็นเกลียวมุ่งตรงไปยังแม่ทัพของ Noxus เปลวเพลิงที่แสดงออกมานั้น สามารถเห็นรูปร่างเป็นมังกรคู่ได้ด้วยตา มันดูแล้วเหมือนกับสัญลักษณ์ของเมือง Ionia นั่นเอง ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของ Karma ที่ใช้พลังของเธอในการทำร้ายผู้อื่น แทนที่จะใช้ป้องกัน ทั้งเธอและชาวบ้านต่างก็ไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน เมื่อเวทมนตร์จางหายลง แม่ทัพของกองทัพ Noxus ก็ร่วงล้มลง ก่อนที่เหล่าทหารจะแตกขบวน และแล้วกองทัพทหารก็ต้องยอมศิโรราบให้แก่พลังของ Karma และถอนทัพกลับ โดยไม่ได้แตะต้องประชาชนและหมู่บ้านเลย ในช่วงที่สงครามโหมกระหน่ำ Karma ได้กลายเป็นหัวหน้าที่น่าเกรงขามของกองกำลังต่อต้านของเมือง Ionia จนกระทั่งกองทัพ Noxus ได้ออกเรือเดินทางหนีไปจากชายหาดของ Ionia แล้ว ความขัดแย้งภายในก็ยังไม่อาจยุติได้ ชาวเมืองของ Ionia ได้แตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มกองกำลังต่อต้านที่มีความคิดต้องการล้างแค้น และกลุ่มคณะสงฆ์ที่เรียกร้องให้กลับไปใช้ชีวิตตามประเพณีดั้งเดิม Karma เห็นถึงทางเลือกที่สาม ทางเลือกที่จะรวมพลังของ Ionia ที่เห็นได้จากในช่วงภาวะสงคราม และรักษาประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ ดำรงไว้ในประเทศที่ยังคงเป็นที่รักของผู้อื่น ในตอนนี้เธอพยายามฟื้นฟูดินแดนที่ถูกทำลาย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน ''จิตวิญญาณ เป็นสมบัติที่ไม่มีใครสามารถช่วงชิงมันไปจากคุณได้ จงใช้มันอย่างชาญฉลาด'' -- Karma

    Read More
  • Karthus

    the Deathsinger

    Karthus เป็นผู้นำแห่งการให้อภัยโทษ เขาอุทิศทุ่มเทให้แก่ความงามและความชัดเจนของความตาย ขนาดในช่วงวัยหนุ่มของเขา เขาก็หมกมุ่นสำรวจอยู่กับเรื่องความตาย ยิ่งนับวันมันยิ่งครอบงำตัวเขา ให้การแสวงหาความมืดมิดในตัวเขามากขึ้นอย่างไม่หยุด โหยหาที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความตาย Karthus จึงเดินทางไปยังเกาะ Shadow Isles และเต็มใจเสนอตนเองให้แก่เหล่าผีดิบ Karthus จึงได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น Deathsinger ที่คงอยู่เพื่อส่งมอบของขวัญแห่งการทำลายล้าง

    Read More
  • Kassadin

    the Void Walker

    The Void คือ ช่องว่างระหว่างโลกหนึ่งกับอีกโลกหนึ่ง ซึ่งที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา และเป็นที่อยู่ของเหล่าสิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีความปราถนาอยากจะก้าวไปสู่โลกอื่น แม้ว่าเรื่องเล่าต่าง ๆ จะหายไปตามกาลเวลา แต่ก็มีคนบางคนที่ต้องการอยากจะรู้ว่าภายใน The Void นั้น แท้จริงแล้วมันมีอะไรบ้าง Kassadin เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นมนุษย์มาก่อน และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Kassadin โดยสิ่งที่เขาพบใน The Void เขาได้ค้นหาความรู้ต้องห้าม และเขาได้ค้นพบว่าสิ่งที่เขาพบเจอนั้นมันช่างแตกต่างจากสิ่งที่เขารู้โดยสิ้นเชิง Kassadin เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ค้นพบหนทางไปสู่ Icathia ดินแดนต้องห้าม และยังมีชีวิตกลับมา เพื่อมาบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านตัวอักษรโบราณ ภายในนคร Cyclopean ที่ล่มสลาย Kassadin ได้ค้นพบความลับบางอย่างที่เขาไม่อาจบอกต่อได้ ความลับที่ทำให้เขาตัวสั่นไปด้วยความกลัว สิ่งนั้นกำลังมุ่งตรงมาเพื่อคุกคามเขา และมันกำลังกลืนกินเขาอย่างช้า ๆ แต่ Kassadin ก็ได้หนีรอดออกมาได้ ด้วยทางรอดทางเดียวที่ทำได้นั่นคือ ทำให้พลังของ The Void เข้ามาในร่างของเขา เป็นปาฏิหาริย์อย่างมากที่ Kassadin สามารถควบคุมพลังได้ก่อนที่เขาจะกลายเป็นตัวประหลาดทั้งหมด แต่มันก็ทำให้เขาเป็นครึ่งคนครึ่งตัวประหลาดอย่างทุกวันนี้ การที่ครึ่งหนึ่งของตัวเขาได้ตายไปในวันนั้น ทำให้เขาตัดสินใจที่จะปกป้อง Valoran จากสิ่งที่อยู่ภายใน The Void ที่กำลังคืบคลานเข้ามายังโลกที่เขาอยู่ ราวกับมายืนรอหน้าประตูเรียบร้อยแล้ว บางอย่างอย่างเช่น Cho'Gath นั่นเอง... ถ้าคุณมองเข้าไปภายใน The Void คุณจะไม่สามารถลืมสิ่งที่คุณเห็นได้เลย แต่ถ้าคุณมองไปที่ Kassadin เขาอาจจะอยู่ข้าง ๆ คุณเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

    Read More
  • Katarina

    the Sinister Blade

    ในฐานะที่เป็นรัฐประเทศในการสงครามอย่าง Noxus แล้ว มันคงไม่แปลกนักที่จะเห็นผู้หญิงจับดาบขึ้นมาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย Katarina เกิดมาในฐานะลูกสาวของนายพล Du Couteau ตั้งแต่สมัยยังเด็ก เธอมักจะสนใจในมีดของพ่อของเธอ มากกว่าจะสนใจเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือสิ่งอื่นใดตามที่ผู้หญิงปกติควรจะเป็น ซึ่งน้องสาวของเธอดูจะกลับกันเลยทีเดียว Katarina ในตอนเด็กนั้น มีสัญชาตญาณนักฆ่า และหลงใหลในเลือดเป็นอย่างมาก อีกทั้งพ่อของเธอก็สนับสนุนเธอเป็นอย่างดี หลังจากที่เธอศึกษาเล่าเรียนในสถาบันนักฆ่าที่ดีที่สุดในเมืองแล้ว เธอก็ได้ออกปฏิบัติการครั้งแรกในสงครามระหว่างชาว Ionia กับ Noxus ด้วยความที่ว่าเธอไร้ความปราณีต่อศัตรู อีกทั้งยังมีฝีมือในการใช้มีดได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เธอได้รับฉายาว่า ''Sinister Blade'' ซึ่งหมายความว่า มีดบินอันน่ากลัว เธอมีชื่อเสียงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งที่เธอออกรบสู้กับกองทัพ Demacia และเธอได้ต่อสู้ตัวต่อตัวกับแชมป์เปี้ยนระดับพระกาฬอย่าง Garen ซึ่งภายหลังกลายเป็นคู่ปรับตลอดกาลของเธอ หลังจากที่เธอช่วย Sion จากการคุ้มครองของกองกำลังของ Garen ได้สำเร็จ ด้วยความที่เธอนั้นกระหายในสงคราม แต่บนแผ่นดิน Valoran กลับไม่มีให้เธอ Katarina จึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมสงคราม League of Legends หลายคนเชื่อว่าการเข้ามายัง League of Legends อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเธอ จะทำให้เธอเป็นแชมป์เปี้ยนที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย Katarina ยังคงดำเนินตามทางเจตจำนงของ Noxus และตั้งใจที่จะนำเกียรติยศกลับสู่บ้านเกิดของเธอและครอบครัว ''Katarina นั้นเปรียบเสมือนแมงมุมแม่ม่ายดำ - สวยงามแต่อันตรายถึงตาย'' -- Garen, the Might of Demacia กล่าวไว้

    Read More
  • Kayle

    The Judicator

    ในโลกที่ไกลโพ้น ในขณะที่สงครามจากโบราณกาลกำลังระอุอยู่ Kayle เป็นวีรชนที่ยิ่งใหญ่มาก เธอเป็นวีรชนที่เกิดมาจากเผ่าพันธุ์อมตะ เธอมีพลังอันกล้าแกร่ง และมีความมุ่งมั่นในการกำจัดปีศาจร้ายทุกตัวที่พบเห็น มากกว่า 10,000 ปีมาแล้ว ที่ Kayle กวัดแกว่งดาบที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้คนของเธอ เธอซ่อนร่างอันบอบบางของเธอไว้ภายใต้เกราะที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเธอจะมีลักษณะที่สวยงาม แต่นี่คือสิ่งที่ไม่อาจใช้ในสงครามได้ เธอจึงต้องปกปิดมันไว้ภายใต้ชุดเกราะ บ่อยครั้งที่ภารกิจของเธอทำให้เธอต้องกระทำการที่โหดร้ายราวกับปีศาจ ซึ่งแม้แต่การล้างบาปก็ไม่อาจให้อภัยได้ สำหรับ Kayle แล้ว บ่อยครั้งที่ความยุติธรรมคือสิ่งที่น่ารังเกียจ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สงครามระหว่าง Kayle กับเหล่าปีศาจกำลังจะสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของเธอ จนกระทั่งเธอพบกับพี่น้องของเธอ ผู้ซึ่งเป็นกบฏ Morgana ได้พันธมิตรที่มีพลังมหาศาลเป็นพวก นั่นคือนักเวทย์ลึกลับจาก Runeterra ซึ่ง Morgana ได้แลกเปลี่ยนนักโทษกับซัมมอนเนอร์จำนวนหนึ่งจาก Runeterra ใน League of Legends เพื่อให้ได้รับพลังความสามารถใหม่มา พลังที่ว่านี้หาก Morgana ฝึกสำเร็จ เธอจะสามารถทำให้ Kayle และพรรคพวกของเธอคุกเข่าลงกับพื้นและยอมแพ้อย่างแน่นอน และนั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้ Kayle ต้องจำใจยอมทำข้อตกลงกับสมาคม League เพื่อที่จะช่วยโลกของเธอไว้ Kayle ได้ไปเจรจากับสมาชิกสภาสูง Reginald Ashram โดยยอมแลกกับการยอมเป็นข้ารับใช้ให้สมาคมเป็นเวลา 1,000 ปี Ashram หยุดยั้งการแทรกแซงทุกอย่างของ League ภายในโลกของ Kayle ทุกอย่างเหมือนจะจบลงอย่างราบรื่น แต่ทว่า 5 ปีผ่านไป Ashram กลับหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย จึงทำให้ Kayle มีภารกิจใหม่ นั่นก็คือการตามหาตัวผู้ที่เป็นสาเหตุ หรือทำให้ Ashram หายไป และจัดการกับ Morgana น้องสาวผู้ชั่วร้ายของเธอบนสนามรบ Fields of Justice และนำความยุติธรรมของเธอกลับมาสู่ League of Legends อีกครั้ง... ''ใน League of Legends ผู้พิพากษามาพร้อมกับปีกที่ปราดเปรียวเสมอ''

    Read More
  • Kennen

    the Heart of the Tempest

    ในประเทศ Ionia นั้น ยังมีองค์กรใต้ดินโบราณที่มีหน้าที่ในการช่วยควบคุมสมดุลต่าง ๆ (ความเป็นระเบียบ ความวุ่นวาย แสงสว่าง หรือแม้แต่ความมืด) ให้อยู่ในความเรียบร้อยเสมอ โดยสมดุลทั้งหลายที่กล่าวมานั้น จักต้องดำเนินไปในทิศทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งมันเป็นกฏเกณฑ์ธรรมชาติของจักรวาล.. องค์กรใต้ดินแห่งนี้มีชื่อว่า Kinkou และองค์กรนี้ได้มีการแต่งตั้งกลุ่มนักรบเงา 3 คน เพื่อยืนหยัดป้องกันโลกไว้ Kennen ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนักรบเงานี้ เขาได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างสูงให้ทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ Coursing the Sun ซึ่งก็คือการรักษาความยุติธรรมของ Kinkou อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั่นเอง Kennen เกิดในนคร Bandle มีหลายคนเล่าว่า ในตอนที่ Kennen เกิดมานั้น เขาได้ปล่อยสายฟ้าครั้งแรกในตอนที่อยู่ในครรภ์ของมารดา และครั้งที่สองในตอนที่เพิ่งจะเกิด พ่อและแม่ของเขาคิดว่าพลังของเขานั้นเจริญเติบโตเร็วเกินกว่าปกติจนเกินกว่าจะควบคุมได้ แต่ทว่าเมื่อเขาโตขึ้นเขาก็สามารถที่จะควบคุมพลังได้ พลังของ Kennen ไร้ขีดจำกัด เขามีพลังสายฟ้าไหลเวียนอยู่มหาศาล รวมถึงความเร็วของเขาอีกด้วย แม้ว่า Kennen จะมีพลังที่น่าอัศจรรย์ก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้ตกเป็นจุดสนใจอะไรเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเขาต้องการปกปิดตัวตนของเขาก็เป็นได้ จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เขาถูกท้าทายให้วิ่งไต่กำแพงขึ้นไปตรง ๆ ที่กำแพงด้านนอกของ Placidium เขาทำได้สำเร็จและเรื่องนี้ก็ไปเข้าถึงหูของสมาคม Kinkou จึงทำให้ Kennen ถูกเรียกตัวเข้าพบโดยทันที Kinkou ได้มอบบทบาทของ ''Heart of The Tempest'' แก่ Kennen ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยว่ามันช่างเหมาะสมกับเขายิ่งนัก หน้าที่ที่นำคำพิพากษาและการลงโทษภายใต้อุดมการณ์ของ Kinkou ในตอนนี้ Kennen ได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ ของเขา Shen และ Akali เพื่อที่จะควบคุมสมดุลของ Valoran ให้คงอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมสามนักรบเงาถึงเข้ามายังสนามรบ Fields of Justice ''เจ้าแห่งวายุเอาชนะความเป็นนิรันดร์... และมันจะถูกจดจำไปชั่วนิจนิรันดร์''

    Read More
  • Kha'Zix

    the Voidreaver

    นักล่าที่โหดร้ายเลือดเย็น Kha'Zix ได้ลักลอบเข้าไปใน Valoran เพื่อออกล่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทุก ๆครั้งที่เขาลงมือสังหารเหยื่อ เขาจะดูดซับพลังของเหยื่อ เพื่อนำมาเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง และทำให้ตัวเขาเองมีวิวัฒนาการร่างกายสูงขึ้น แกร่งขึ้น Kha'Zix มีความกระหายที่จะเอาชนะ และต้องการที่จะกิน Rengar ที่เป็นอสุรกายเพียงหนึ่งเดียวที่เขาคิดว่าแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขา ครั้งแรกเมื่อ Kha'Zix ก้าวเข้ามาใน Valoran เขามีเพียงร่างกายที่แสนอ่อนแอและหิวโหยมาก เหยื่อตัวแรกที่เขาพบเจอนั้น ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอเกินไป เกินกว่าที่จะทำให้ร่างกายของเขาวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วตามที่เขาปรารถนา เขาจึงเล็งหาเหยื่อที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่เขาจะหาพบได้ เขายอมเอาชีวิตตนเองเข้าเสี่ยง ยอมเดิมพันสูงสุด เพื่อสิ่งที่เขาต้องการ ทุกครั้งที่เขาลงมือสังหาร ร่างกายของเขาจะมีการวิวัฒนาการให้เป็นนักล่าที่มีความรวดเร็ว และทรงพลังมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ Kha'Zix ในตอนนี้ กระหายเลือด บ้าคลั่ง และเขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้อีกแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับกลิ่นคาวเลือด ผู้ล่าต้องกลับกลายเป็นผู้ถูกล่า เมื่อสัตว์ประหลาดลึกลับกระโจนเข้าใส่เขา ที่เข้ามาพร้อมเขี้ยวขาววาววับและอาวุธเหล็กกล้า กระแทกเขาลงกับพื้นดิน มันคำรามใส่หน้าเขา กรีดแทงเชือดเฉือนด้วยมีด ฉีกกระชากข่วนตะปบด้วยกงเล็บ นี่เป็นครั้งแรกที่ Kha'Zix ได้รับรู้สึกถึงเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากร่างของเขา เขากรีดร้องด้วยความโกรธ เขาจ้วงเล็บเข้าใส่ดวงตาข้างหนึ่งของศัตรู และเริ่มทำการต่อสู้กลับ ทั้งสองสู้กันตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเช้าวันใหม่ ในท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างมีอาการบาดเจ็บสาหัส การต่อสู้จึงจำเป็นต้องยุติลง และแยกย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจนัก หลังจากที่บาดแผลของ Kha'Zix เริ่มสมานตัว ในหัวใจของเขานั้นรู้สึกร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความกระหาย เขาต้องการจะกลืนกินความแข็งแกร่งสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ที่สามารถต่อกรกับความแข็งแกร่งของ The Void ได้ เขากลับไปค้นหาเหยื่อที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ร่างกายของเขาพัฒนามากขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง เพื่อที่สักวันหนึ่ง เขาจะได้กลืนกิน Rengar ''ฆ่า กิน พัฒนา'' -- Kha'Zix

    Read More
  • Kog'Maw

    the Mouth of the Abyss

    เมื่อผู้วิเศษ Malzahar เกิดที่เมือง Icathia เขาได้ยินเสียงเรียกที่น่าหวาดกลัวตลอดเวลา ซึ่งภายหลังทราบว่ามันมาจากข้างในจิตใจของเขานั่นเอง เสียง ๆ นี้ส่งมาพร้อมจุดประสงค์ที่น่าหวาดกลัวบางอย่าง ถึงแม้ว่าตอนนี้ Malzahar จะเลิกสนใจในเสียงนี้แล้วก็ตาม เสียงนี้มันไม่ได้ลดลงเลย และช่วงผ่านมาไม่นานนัก เสียงเตือนที่แสนชั่วร้ายนี้ก็ค่อย ๆ เบาลง - ทีนี้โยงเรื่องไปที่ Runeterra กันบ้าง - จากดินแดนอันไกลโพ้นจากนคร Icathia ข้ามแผ่นน้ำแผ่นทะเล ที่ที่มีสัตว์ร้ายที่เกินจะจินตนาการถึงแหล่งที่มาได้อาศัยอยู่ Kog'Maw ได้มาถึงแผ่นดิน Valoran ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เป็นตัวจุดประกายให้เขาออกเดินทาง เพื่อไปพบกับ Malzahar อีกทั้งสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ รอบตัวเขา นั้นยังช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขาขึ้นไปอีก ก่อนที่เขาจะสร้างความหวาดผวาให้แก่ทุกอย่างที่เขาเดินทางผ่าน แสงสีที่ถูกปรุงแต่ง และกลิ่นหอมอันเย้ายวลของ Runeterra ถูกใจ Kog'Maw เป็นอย่างมาก อีกทั้งเขายังได้ตรวจสอบผลไม้ต่างแดนด้วยวิธีเดียวที่เขารู้คือ กินมันซะ ในตอนแรกเขาได้ทดลองกินดอกไม้และสัตว์ต่าง ๆ เท่านั้น จนกระทั่งเขาได้มาพบกับชนเผ่าพเนจร Kog'Maw สวาปามกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนจนหมด ซึ่งรวมถึงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่เขาเจอด้วย หลายคนอาจสงสัยว่า Kog'Maw กินเข้าไปเยอะเหลือเกินทำไมถึงไม่เป็นไรเลย ซึ่งคำตอบก็คือ ในปากของ Kog'Maw นั้น จะมีเอนไซม์ชนิดพิเศษที่สามารถกรัดกร่อนวัตถุต่าง ๆ ได้ มันมักจะหยดลงบนพื้นเสมอเวลาเขาอ้าปาก ซึ่งมันก็จะกัดกร่อนพื้นดินไปด้วย และเมื่อ Kog'Maw เดินทางมาถึงยังสถาบันแห่งสงคราม Malzahar ได้ให้การต้อนรับเขาอย่างดี พร้อมกับล่อลวงไปด้วยว่า มาสิ...มาทดลองรสชาติที่แสนสุดยอดเท่าที่โลกแห่ง Runeterra จะมอบให้ได้ จงไปยัง Field of Justice ''ถ้าสิ่งที่ Kog'Maw กระทำอยู่ตอนปกติเรียกว่าหิวแล้วละก็ นายคงไม่อยากเห็นตอนเขาโกรธหรอก'' -- Tryndamere, the Barbarian King กล่าวไว้

    Read More
  • LeBlanc

    the Deceiver

    ในทุกเมืองนั้นย่อมที่จะมีบางส่วนที่เป็นด้านมืด แม้แต่เมืองที่มีความเจริญแล้วก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่เมืองอย่าง Noxus เมื่อได้เดินทางผ่านถนนที่คดเคี้ยว ผ่านหุบเขาแห่งลมลงไปยังทางใต้โลกนั้น ยังมีที่ ๆ หนึ่งอยู่ในที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่รวมของความชั่วร้ายทั้งหมด ที่ที่อยู่เหนือลัทธิและศาสนา กลุ่มบุคคลลึกลับกลุ่มหนึ่งเรียกสถานที่ลึกลับแห่งนี้ว่าบ้าน LeBlanc ผู้มีฉายาว่า the Deceiver (จอมหลอกลวง) ผู้ปกครองกลุ่ม ''กุหลาบดำ'' ผู้เหลือรอดจากความพ่ายแพ้ และเป็นพวกที่เลวร้ายสุดขั้วเท่าที่ประวัติศาสตร์ของ Noxus เคยมี LeBlanc และตระกูลของเธอเคยเป็นแกนนำในเมืองของ Noxus จนกระทั่งรัฐบาลของ Noxus นั้นปกครองด้วยกองทัพในปัจจุบัน ในช่วงก่อนการปกครองของรัฐบาล Noxus ในยุคปัจจุบันนั้น กลุ่มกุหลาบดำเต็มไปด้วยจอมเวทย์ที่ทรงพลังมากมาย พวกเขาได้ค้นพบความลับที่จะสั่นคลอนบัลลังค์ได้ ถึงแม้ว่าความตั้งใจจริงของกลุ่มกุหลาบดำได้ถูกเก็บเป็นความลับมาโดยตลอด แต่ทว่าหลาย ๆ คนก็เชื่อว่าอำนาจปกครองที่แท้จริงนั้นตกอยู่ในมือของกลุ่มกุหลาบดำ ส่วนเหล่าขุนนางนั้นทำหน้าที่เพียงแค่ปกครองเป็นหน้าฉากเท่านั้น และเมื่อพวกหน้าฉากได้รับรู้ถึงข่าวพวกนี้ พวกเขาจึงไม่พอใจเป็นอย่างมาก และจึงเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนปกครองอาณาจักร กลุ่มกุหลาบดำต้องสิ้นชื่อในเพียงคืนคืนเดียว หลาย ๆ คนต่างหาเหตุผลมาสาธยายว่า อาจเป็นเพราะเวลาผ่านมานานแล้วก็เป็นได้ ที่ทำให้สมาชิกของกลุ่มกุหลาบดำเริ่มเบื่อกับการเล่นการเมืองจึงหายไป และเมื่อ LeBlanc ได้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่สถาบันแห่งสงคราม เธอได้แสดงให้เห็นว่าเธอเชี่ยวชาญในหลักวิชาเงาและเปลวเพลิงได้อย่างไร้ข้อกังขา ซึ่งเธอเป็นผู้ที่จะกลับมาทวงอำนาจของเธอคืนในสงคราม League of Legends นั่นเอง ''สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ตาเห็นแล้ว โลกที่เห็นมันช่างแตกต่างเหลือเกิน'' -- LeBlanc, the Deceiver กล่าวไว้

    Read More
  • Lee Sin

    the Blind Monk

    ในตอนสมัยยังวัยรุ่น Lee Sin วาดฝันไว้ว่าจะเป็นซัมมอนเนอร์ที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของเขา ล้วนล้ำหน้าเกินเพื่อนทุกคน อีกทั้งความสามารถของเขาก็ทำให้สมาชิกสภาสูง Reginald Ashram ถูกใจไม่น้อย ในขณะที่เขาศึกษาอยู่ในโรงเรียนนั้น เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับคำแนะนำที่สอนคนอื่นเพราะมันช้านั่นเอง เขาใช้เวลาว่างในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับซัมมอนเนอร์เพิ่มเติม ด้วยความหวังที่ว่าเขาจะสำเร็จการศึกษาในเร็ว ๆ นี้ เขาทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะในวิชาเกี่ยวกับสิ่งลึกลับทั้งหลาย เขาโดดเด่นกว่าคนอื่นในห้องเรียนมาก หากดูจากสิ่งเหล่านี้แล้ว Lee Sin น่าจะเป็นซัมมอนเนอร์ที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่งใน League อย่างแน่นอน แต่ทว่าโชคกลับเล่นตลกกับเขา...เพียงครั้งเดียวก็ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป Lee Sin เป็นคนที่มีความอดทนต่ำ เขาพยายามที่จะทดสอบความสามารถของเขา โดยการอัญเชิญสัตว์ร้ายจากป่าแห่งภัยพิบัติมา แต่สิ่งที่เขาอัญเชิญมาได้กลับเป็นเด็กผู้ชาย แต่ว่าไม่ได้มาแบบสมบูรณ์ครบ 32 แต่กลับมาเป็นแบบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์แทน Lee Sin ได้เห็นหน้าเด็กคนนั้นเพียงหนึ่งครั้ง ก่อนที่ชิ้นส่วนทั้งหมดจะร่วงลงสู่พื้นอย่างไร้ชีวิต กองอำนวยการ League ได้ตรวจสอบถึงสาเหตุการตายของเด็กชายคนนั้น ว่ามันเกิดมาจากพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งแน่นอน Lee Sin เป็นคนทำ แต่ทว่าความสามารถของ Lee Sin นั้นโดดเด่นพอที่จะทำให้กองอำนวยการ League มองข้ามความผิดที่เขาก่อ แต่ Lee Sin ไม่สามารถอภัยให้ตัวเองได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะออกจากสถาบัน และไปบวชอยู่ที่วัด Shojin เพื่อสำนึกผิด และสาบานว่าจะไม่ฝึกฝนเวทมนตร์อีกต่อไป ด้วยความหวังว่าจะชดใช้ความผิดด้วยการทรมานตัวเขาเอง ในหลายปีต่อมา เขาตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง เพื่อเป็นการประท้วงการคุกคามที่ Noxus คุกคาม Ionia แต่ Lee Sin กลับยังคงมีชีวิตอยู่แต่ก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลที่โดนไฟคลอกกว่าสัปดาห์ อีกทั้งตาทั้งสองข้างก็บอดสนิทเนื่องจากโดนเผาโดยสมบูรณ์ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น Lee Sin ได้เกิดใหม่ และเข้าร่วม League of Legends เพื่อที่จะหาโอกาสแก้ตัวด้วยหยาดเหงื่อ และเลือดต่อไป ''การกระทำของคนเพียงคนเดียว อาจทำให้โลกแยกออกจากกันได้ แต่ความพยายามจากหลาย ๆ คน อาจจะสร้างโลกขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน'' - Lee Sin กล่าว

    Read More
  • Leona

    the Radiant Dawn

    บนเทือกเขา Targon เหล่านักรบของ Rakkor มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสงครามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม บนยอดเขาแห่งนี้ เป็นที่อยู่ของนักรบชั้นแนวหน้าของชาว Rakkor ซึ่งผู้ที่อยู่จุดสูงสุด แข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มนักรบนี้ จะถูกเรียกว่า Solari ที่จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ซึ่งเขาก็จะต้องอุทิศชีวิตให้กับการปกป้องดวงอาทิตย์ ตามตำนานกล่าวว่า นักรบ Solari นั้นถูกฝึกสอนมาอย่างแข็งแกร่ง เขาสามารถเรียกพลังแห่งดวงอาทิตย์มาใช้ในการต่อสู้ได้ ซึ่งจุดสูงสุดของเทือกเขา Targon เป็นตำแหน่งที่ใกล้กับดวงอาทิตย์ที่สุด เป็นจุดที่แสดงถึงความจงรักภักดีของเขาที่มีต่อพลังแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งธรรมเนียมนี้จะถูกส่งไปยังผู้ที่มีความเหมาะสมในรุ่นต่อ ๆ ไป พ่อแม่ของ Leona เป็นชนเผ่าโบราณของ Rakko ทั้งคู่เกิดมาเพื่อต่อสู้โดยแท้ แต่สำหรับพ่อแม่ของ Leona แล้ว เธอนั้นเป็นเด็กมีปัญหา Leona ในตอนเด็กนั้น มักจะทะเลาะกับคนอื่น ทำให้เกิดการต่อสู้บ่อย ๆ แต่เธอก็สามารถที่สู้กับคนอื่น ๆ ได้โดยเท่าเทียม ซึ่งรวมถึงเพื่อนสมัยเด็กของเธออย่าง Pantheon อีกด้วย แต่ทว่าเธอไม่มีจิตวิญญาณของนักฆ่า Leona เชื่อในคุณค่าของชีวิต ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะใช้ความสามารถของเธอในการปกป้องมากกว่า และเมื่อเวลา Rite of Kor มาถึง ซึ่งเป็นประเพณีที่นักรบวัยรุ่นชาว Rakkor สองคนจะต้องทำการต่อสู้กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตาย เพื่อที่จะได้รับอาวุธสืบทอด ซึ่ง Leona ปฏิเสธที่จะสู้ ด้วยการกระทำนี้ Leona ทำให้หัวหน้าเผ่าโกรธมาก และมีคำสั่งให้ประหาร Leona เสีย แต่ขณะที่คมดาบกำลังจะปลิดชีพ Leona ผู้อ่อนโยนนั้น แสงอาทิตย์ได้สาดส่องลงมาอย่างแรง ชนิดที่ทำให้บริเวณรอบ ๆ นั้น มองอะไรไม่เห็นเลยทีเดียว ทันทีที่แสงอาทิตย์เริ่มแผ่วลง ภาพที่เห็นเป็นอย่างแรกคือ Leona ได้ยืนขึ้นโดยไม่บาดเจ็บอะไรเลยท่ามกลางเหล่าเพชรฆาตทั้งหมดที่นอนสลบอยู่บนพื้น เมื่อเห็นดังนั้น Solari จึงเดินปรี่ไปหา Leona ในทันที พร้อมทั้งยกเลิกคำสั่งลงโทษทั้งหมดที่มี อีกทั้งยังมอบให้ Leona สวมชุดเกราะสีทองคำของ Solari และพวกเขาก็ได้มอบดาบและโล่ของนักรบสุริยาในตำนานให้กับเธอ พร้อมทั้งช่วยฝึกฝนเพิ่มความสามารถของเธอ จนเธอพร้อม และมาเข้ามาร่วมสงคราม League of Legends นั่นเอง ''แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่ว Runeterra ดั่งภาพพจน์ของเหล่าแชมป์เปี้ยน'' -- Leona กล่าว

    Read More
  • Lissandra

    the Ice Witch

    เวทมนตร์ของ Lissandra สามารถทำให้พลังแห่งน้ำแข็งบริสุทธิ์เกิดการบิดเบือน เธอใส่พลังที่แฝงไปด้วยความชั่วร้าย และมันทำให้ดูน่ากลัว พลังน้ำแข็งสีนิลของเธอนั้น สามารถทำอะไรได้มากกว่าการแช่แข็ง ใครก็ตามที่พยายามขวางทางเธอ เธอจะจัดการทิ่มแทงทะลุร่างด้วยน้ำแข็งสีนิล เธอเลือกที่จะทำลายทุกคนที่คิดจะขัดขวางเธอ เหล่าผู้คนทางทิศเหนือต่างหวาดกลัวเธอมาก และขนานนามให้เธอว่า แม่มดน้ำแข็ง หรือ ''The Ice Witch'' แต่ความจริงแล้ว ความชั่วร้ายของเธอมีมากกว่าเรื่องเล่าเหล่านั้น เพราะ Lissandra มีแผนการที่จะทำให้โลกกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง เมื่อหลายศตวรรษก่อน Lissandra ได้ทำการทรยศชนเผ่าของเธอ แล้วไปร่วมมือกับอมนุษย์ที่ถูกเรียกว่าปีศาจ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม Frozen Watcher ที่หวนกลับมาเพื่อชิงพลังอำนาจ และนั่นก็เป็นวันสุดท้ายที่เธอยังคงมีเลือดอุ่น ๆ ไหลผ่านในกายของเธอ ด้วยพลังของชนเผ่าต้องสาปของเธอ เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งของ The Watcher เธอสามารถกวาดล้างทำลายผู้คนในดินแดนได้ราวกับพายุหิมะอันโหดร้าย โลกต้องกลับมาหนาวเหน็บ และถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง แต่เมื่อกองทัพของเหล่า The Watcher พ่ายแพ้ให้กับเหล่าฮีโร่ในตำนาน Lissandra ก็ไม่สูญสิ้นศรัทธา เธอยังคงยึดมั่น และรอวันที่พวกมันจะกลับมายังโลกใบนี้อีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ในคราวนั้น Lissandra จึงทำลายความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ The Watcher ให้หายหมดไปจากโลก เธอใช้พลังเวทมนตร์ในการเข้ายึดร่างของมนุษย์ เธอได้แฝงตัวเข้าไปเป็นนักพยากรณ์ และเหล่าผู้อาวุโส เธอลงมือเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับ Freljord ใหม่อีกครั้ง เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป ด้วยเรื่องเล่าที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้ความเชื่อของเหล่ามนุษย์เปลี่ยนไป ในทุกวันนี้คนทั่วไปเข้าใจว่า เรื่องเล่าขานและตำนานที่เกี่ยวกับ The Watcher เป็นเพียงแค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้น แต่สำหรับเธอแล้ว เพียงเรื่องหลอกลวงเหล่านี้ยังไม่พอสำหรับเธอ Lissandra ยังต้องการกองทัพด้วย เธอคอยจับตามองเหล่าผู้สูงศักดิ์ของชนเผ่า Frostguard และ Lissandra เองก็รู้ดีว่าการที่จะทำลายล้าง Frostguard นั้น เป็นเรื่องที่จะใช้เวลาอันยาวนาน เธอจึงใช้แผนตบตาอันแสนชั่วร้าย นั่นก็คือเธอลงมือสังหารและใช้เวทมนตร์เข้ายึดร่าง เพื่อเข้ามาเป็นผู้นำของชนเผ่า Frostguard จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ จัดการบิดเบือนความเชื่อและประเพณีต่าง ๆ และเมื่อร่างมนุษย์ของเธอเริ่มแก่ตัวลง เธอก็จะแกล้งทำเป็นกำลังจะตาย และจัดการสังหารผู้สืบทอดราชวงศ์คนต่อไป เพื่อที่ยึดร่างสวมรอยต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายยุคหลายสมัย Frostguard ได้เติบโตขึ้น ก็เริ่มที่ปลีกตัวออกจากประเทศอื่นมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทหารเริ่มมีความโหดร้ายมากขึ้น และมักทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรมมากขึ้น ในทุกวันนี้สำหรับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว พวกเขายังคงมองว่า Frostguard เป็นชนเผ่าที่สูงศักดิ์ รักสงบ และคอยปกปักรักษา ต่อสู้กับกองทัพปีศาจอันชั่วร้าย คอยต่อต้านพวกแม่มดน้ำแข็ง แต่ช่างหารู้ไม่ ที่จริงแล้วพวกเขานั้นแหละที่ทำงานรับใช้แม่มดน้ำแข็ง และรอวันที่ The Watcher กลับมาเกรียงไกรอีกครั้ง Lissandra คาดการณ์ไว้แล้วว่า สักวันหนึ่งประเทศแห่งนี้จะต้องล่มสลาย และโลกใบนี้จะเกิดใหม่กลายเป็นโลกแห่งน้ำแข็งอย่างแน่นอน ''เจ้าจงปิดตาลง แล้วความเย็นจะช่วยให้เจ้าไปสบาย'' -- Lissandra

    Read More
  • Lucian

    the Purifier

    อาวุธที่ Lucian พกไปมานั้น เป็นของดูต่างหน้าที่ได้รับสืบทอดต่อมา ซึ่งมันมีพลังเวทมนตร์โบราณอยู่อย่างเหลือล้น อีกทั้งเขายังเป็นผู้พิทักษ์สุดแข็งแกร่ง ที่คอยต่อกรกับเหล่าปีศาจร้าย ถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับความน่ากลัวที่แทบจะทำให้เป็นบ้า ความเชื่อมั่นของเขาก็ไม่มีวันสั่นคลอน เขาจะทำลายมัน แล้วชำระล้างเพื่อปลดปล่อยเหล่าดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ ในตอนนี้เขาได้ออกเดินทางลุยเดี่ยวทำภารกิจสุดแสนจะน่าขนลุก เพื่อปลดปล่อยเหล่าดวงวิญญาณที่ถูกกักขังเอาไว้ ซึ่งหนึ่งในเหล่าดวงวิญญาณที่ถูกกักขังไว้อยู่นั้น มีดวงวิญญาณของบุคคลอันเป็นที่รักของเขารวมอยู่ในนั้นด้วย อาวุธของดูต่างหน้าทั้งสองชิ้นที่เขาครอบครองอยู่นั้น เป็นของ Lucian และภรรยาของเขา ที่มีนามว่า Senna ทั้งสองชิ้นเป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาจากหินก้อนเดียวกัน พวกเขาร่วมมือกันต่อสู้กับเหล่าปีศาจร้ายบนโลก Runeterra มาเป็นเวลานานนับปี พวกเขาพยายามอย่างมาก เพื่อที่จะนำแสงสว่างเข้ามาแทนที่ความมืดมิด และช่วยชำระล้างเหล่าผู้คนที่ถูกความมืดครอบงำจิตใจ พวกเขาเป็นเสมือนแสงนำทางของความชอบธรรมที่อยู่คู่กับโลกใบนี้ การอุทิศตัวทำงานของ Senna ไม่เคยพลาด ในขณะที่ความเมตตากรุณาสัมผัสอันอบอุ่นจากจิตใจของ Lucian ช่วยเข้าเยียวยาเหล่าผู้เคราะห์ร้ายที่ทั้งคู่ได้ช่วยชีวิตเอาไว้ ด้วยจิตใจอันแน่วแน่ของทั้งคู่ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน พวกเขาทุ่มเทกับมันเป็นอย่างมาก และไม่มีอะไรสามารถแยกพวกเขาออกจากกันได้ ถึงแม้ว่า Lucian และ Senna จะเคยพบเจอกับความน่าสะพรึงกลัว ที่เหล่านักรบคนอื่นๆต้องหวาดผวามากมายหลายรูปแบบ แต่คงจะไม่มีอะไรมาเทียบได้กับความน่าสะพรึงกลัวที่มีต้นกำเนิดมาจาก Shadow Isles อีกแล้ว ตั้งแต่เมื่อเหล่าภูตผีปีศาจออกจากสถานที่แห่งนี้ พวกมันก็เริ่มย่างก้าวเข้าสู่ดินแดนต่างๆใน Runeterra ทำให้ Lucian และ Senna ต้องออกตามล่ากำจัดพวกมันอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าพวกมันจะปรากฏตัวออกมาที่ไหนก็ตาม พวกเขาก็จะตามไปจำกัดมันให้หมดสิ้น งานของพวกเขาอาจจะเรียกได้ว่าเป็นงานของยมทูต แต่แล้วในที่สุด คู่หูผู้กล้าหาญที่ไม่กลัวอันตรายใดๆ ก็ต้องจบลง เมื่อทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับปีศาจผู้คอยเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณ Thresh ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา Lucian และ Senna จะเคยต่อสู้กับปีศาจที่โหดร้ายอำมหิตหรือน่ากลัวมากมายขนาดใดก็ตาม แต่สำหรับปีศาจตนนี้ มันไม่เหมือนกับปีศาจตนอื่นๆที่พวกเขาเคยพบเจอมา พวกเขาไม่เคยเจอปีศาจที่มีทั้งความฉลาดเจ้าเล่ห์พร้อมทั้งโหดอำมหิตมากถึงขนาดนี้มาก่อน การต่อสู้ดำเนินไปด้วยความยากเย็นแสนสาหัส Thresh ใช้วิธีการ และกลยุทธ์ต่างๆมากมายที่ทั้งคู่ไม่เคยคาดคิดถึง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นจุดกำเนิดฝันร้ายทั้งชีวิตของ Lucian เลยทีเดียว เจ้าปีศาจร้ายตนนั้นได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อ Senna จนเธอพลาดท่าเสียที จากนั้นมันก็ทำการกักขังดวงวิญญาณของเธอเอาไว้ในคุกแห่งดวงวิญญาณ ในตะเกียงที่เรืองแสงสว่างสีเขียวอันน่าสะพรึง Senna ได้จากเขาไปแล้ว ไม่มีทางใดที่จะช่วยเหลือให้ Senna กลับสู่โลกคนเป็นได้อีก และจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มันก็เป็นครั้งแรกที่ Lucian ที่ต้องเผชิญหน้าภารกิจต่างๆด้วยตัวคนเดียวตลอดไป ถึงแม้ว่าปีศาจร้ายจะพรากครึ่งชีวิตของเขาไป แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือเขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของกองทัพ Shadow Isles หลังจากเหตุกาณ์ครั้งที่เขาต้องเสียเธอไป จิตใจของ Lucian ได้จมสู่ความมืดมิดที่เต็มไปด้วยปณิธานอันแรงกล้า เขาเป็นบุรุษผู้ที่จะกวาดล้างเหล่าปีศาจร้ายให้หมดไปจากโลก Runeterra ตราบเท่าที่ปีศาจยังคงหลงเหลืออยู่ เขาจะไม่หยุดสู้ เพื่อเป็นเกียรติสำหรับความทรงจำที่มีต่อ Senna เขาจึงนำอาวุธของเธอมาใช้ด้วย และสาบานตนว่า เขาจะปฏิบัติภารกิจของพวกเขาทั้งคู่ให้บรรลุให้จงได้ ในตอนนี้ เขากวัดแกว่งควงคู่อาวุธของดูต่างหน้า แล้วออกเดินทางตามล่าเหล่าปีศาจร้าย เพื่อชำระล้างดวงวิญญาณทุกดวงของ Shadow Isles เขารู้ดีว่าดวงวิญญาณของ Senna นั้นได้แตกสลายไปแล้ว แต่ความหวังของเขาไม่มีวันจางหาย เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เขาจะต้องนำพาวิญญาณของเธอไปสู่สุขคติให้ได้ ''จงสำนึกบุญคุณซะ ข้ากำจัดเจ้าเสียแต่ตอนนี้ เพื่อช่วยปลดปล่อยเจ้าจากความทรมานชั่วนิรันดร์'' -- Lucian

    Read More
  • Lulu

    the Fae Sorceress

    เธอไม่เหมือนแชมป์เปี้ยนคนอื่น ๆ ใน League of Legends ในวัยเด็กของ Lulu เธออาศัยอยู่ในเมือง Bandle ซึ่งเธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินเล่นลัดเลาะไปตามชายป่า หรือนั่งคิดฝันกลางวันไปเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ชอบเข้าสังคม แต่เธอชอบที่จะเล่น วันแต่ละวันล่วงเลยผ่านไป ถึงจะเป็นเมืองที่คึกคักอย่าง Bandle แต่มันก็ไม่อาจเทียบได้กับโลกอันสดใสในจินตนาการของเธอได้ วันหนึ่งในระหว่างที่เธอกำลังเดินเล่นตามชายป่าอยู่ เธอได้สังเกตเห็นที่ที่น่าพิศวง ที่ที่หลายคนไม่สามารถมองเห็น ซึ่งที่นั่นทำให้เธอได้พบกับแฟรี่ตัวน้อย Pix ซึ่ง Lulu ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับแฟรี่อย่าง Pix จึงทำให้ Pix ได้โอกาส เขาแกล้งหลอกว่าตนติดอยู่ในบ้านนก และล่อลวงพาเธอไปยัง Glade ซึ่งเป็นมิติบ้านเกิดของเหล่าแฟรี่ เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่พบเห็นคือมันเป็นพื้นที่โล่งกลางป่าใหญ่ และเป็นพื้นที่ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก สิ่งแวดล้อมทุกอย่างเหมือนกันทั้งขนาดและสีสัน สิ่งแวดล้อมรอบข้างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนไปมาอย่างไร้กฎเกณฑ์ สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอตื่นเต้นอย่างมาก มันทำให้ Lulu รู้สึกเหมือนได้เข้ามาอยู่ในความฝัน ท่องเที่ยวและเล่นอยู่กับ Pix และหลงใหลติดใจในสถานที่ลึกลับแห่งนี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตของเธอที่ Glade นั้นดูน่าสนุก อีกทั้งยังสะดวกสบายด้วย Lulu ชอบที่จะเล่นเกมด้วยกันกับ Pix ซึ่งเกมที่เธอชอบเล่นกับ Pix นั้น Pix บอกไว้ว่าเป็นเกมของการ ''สร้างความเชื่อ'' และเธอเล่นมันได้ดีมากเสียด้วย อยู่มาวันหนึ่งเธอก็รู้สึกตกใจมาก เมื่อเธอนึกออกว่าบ้านเธอเองอยู่ที่เมือง Bandle เพราะการที่อยู่ใน Glade มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันกลางวันจินตนาการเรื่อยเปื่อย ด้วยสิ่งนี้จึงทำให้ Lulu จึงตัดสินใจที่จะกลับไปยังบ้านของตนเอง และอีกอย่างก็เพื่อกลับไปบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ให้ผู้คนในเมืองของเธอได้รับรู้ แต่เมื่อเธอและ Pix เดินทางกลับมายังโลกเดิม พื้นที่แห่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ เมื่อเธอเดินเล่นสำรวจไปรอบ ๆ เธอจึงพบความจริงที่ว่า สถานที่แห่งนี้กลายเป็นที่ที่เธอไม่รู้จักไปเสียแล้ว อีกทั้งวันเวลาก็ผ่านมานานนับศตวรรษ เธอตามหาร่องรอยของบ้านเธอบนโลกภายนอก แต่ความพยายามของเธอนั้นก็ไร้ประโยชน์ Lulu จึงไปเล่นซ่อนหากับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน เธอเปลี่ยนพวกเด็ก ๆ ให้กลายเป็นดอกไม้และสัตว์ เพื่อทำให้เกมสนุกสนานมากขึ้น แต่พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นไม่พอใจในการกระทำของเธอเป็นอย่างมาก ในที่สุดเหล่า Yordles ก็ยืนยันช่วยกันบังคับให้เธอต้องออกจากเมือง เธอจึงหันเข้าสู่โลกเวทมนตร์ด้วยพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาที่ไม่เพียงแค่เป็นที่ยอมรับ แต่ยังเป็นที่นิยมชมชอบอีกด้วย ที่แห่งนั้นคือ The League of Legends ''เส้นทางที่ดีที่สุดระหว่างสองจุดคือ กลับหัวกลับหาง แล้วกลับด้านในออกข้างนอก แล้วหมุนอีกรอบ!!'' -- Lulu กล่าว

    Read More
  • Lux

    the Lady of Luminosity

    เธอเกิดในตระกูลอันทรงเกียรติที่รับใช้นคร Demacia มายาวนาน Luxanna หรือ Lux ถูกวาดเส้นทางชีวิตไว้ว่าจะต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ เธอเติบโตขึ้นมาในครอบครัวโดยเป็นลูกสาวคนเดียว เธอได้ศึกษา และคลุกคลีอยู่กับชนชั้นสูงมาโดยตลอด จนกระทั่ง Lux เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เธอได้ค้นพบว่าเธอมีพรสวรรค์ เธอสามารถใช้เวทมนตร์หลอกผู้คนให้เห็นในสิ่งที่เธอต้องการได้ แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีตัวตนจริง ๆ ก็ตาม อีกทั้งเธอยังสามารถเลียนแบบเวทมนตร์ที่เธอเห็นเพียงครั้งเดียวได้อีกด้วย Lux ถูกยกย่องว่าเป็นผู้วิเศษ และยังเป็นที่โปรดปรานของรัฐบาล Demacia กองทหาร และประชาชนอีกด้วย ในฐานะที่เป็นผู้หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดที่ถูกทดสอบในโรงเรียนแห่งเวทมนตร์ ที่นั่นเธอได้ค้นพบว่าเธอมีพลังเฉพาะตัวที่จะสามารถควบคุมพลังแห่งแสงได้ Lux คิดว่าสิ่งนี้เป็นเหมือนของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้เธอ เพื่อที่จะเอาไปใช้ในทางที่ดี เมื่อกองทัพ Demacia ได้รับรู้ในพลังของเธอ กองทัพจึงตัดสินใจเรียกเธอเข้ามารับการฝึกเพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ Lux มีชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จของภารกิจที่ท้าทายอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอต้องเข้าไปปฏิบัติภารกิจในสถานที่ที่อยู่ลึกมากในกองบัญชาการของ Noxus เธอสามารถล้วงเอาข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการศึกระหว่าง Noxus กับ Ionia ออกมาได้ ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้เธอได้รับความชื่นชมจากทั้งทาง Demacia และ Ionia อย่างไรก็ตาม Lux รู้ดีว่าภารกิจตรวจตราและระวังภัยนั้นไม่ค่อยจะเหมาะกับเธอเท่าไหร่นัก Lux จึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วมสงคราม League of Legends เพื่อตามรอยเท้าของพี่ชายเธอ และเพื่อที่จะเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจแก่ชาว Demacia ต่อไป ''แสงนำทางของ Lux จะทำให้ศัตรูระมัดระวังตัว แต่จะทำให้วิตกกังวลมากขึ้น เมื่อแสงเหล่านั้นจางหายไป'' -- Garen กล่าว

    Read More
  • Malphite

    Shard of the Monolith

    ณ ที่แห่งหนึ่ง... ยังมีโลกที่อยู่กันด้วยความปรองดองอย่างสมบูรณ์แบบอยู่ เป็นโลกที่ซึ่งทุก ๆ ชิ้นส่วนในโลกช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน... โลกแห่งนั้นมีชื่อเรียกว่า Monolith ซึ่งเป็นก้อนหินที่ใหญ่มหึมาที่มีความสวยงาม ดูสมมาตร และดูเป็นระเบียบเป็นอย่างมาก ผู้ที่อาศัยบนโลกแห่งนี้ถือเป็นชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งของ Monolith ด้วยกันทั้งหมด... เหล่าก้อนหินมีชีวิตที่อาศัยอยู่บน Monolith ต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเอง และทำหน้าที่ในส่วนนั้น ๆ อย่างเต็มที่ พวกมันแต่ละคนทำงานร่วมมือกันเหมือนกับชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน คล้ายกันกับระบบการทำงานของรังผึ้ง... Malphite ก็เป็นหนึ่งในก้อนหินเหล่านั้น เขาพยายามที่จะทำงานในส่วนของตัวเองอย่างเต็มศักยภาพอยู่เสมอ ซึ่งตำแหน่งหน้าที่ของเขาคือ ผู้ที่คอยดูแลก้อนหินมีชีวิตอื่น ๆ ให้มีทรรศนะคติที่ดีกับระบบ และถูกต้องตามลำดับการทำงานของ Monolith อยู่มาวันหนึ่ง มีประตูมิติบานหนึ่งได้ถูกเปิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดมาก่อน Malphite ถูกดูดเข้าไปยังประตูมิติแห่งนี้ และเขาได้ถูกส่งข้ามจักรวาลไปยังโลกแห่ง Runeterra การเดินทางข้ามมิติในครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายแก่เขา พร้อมทั้งยังทำให้เขารู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะมันได้พรากเขาไปจากผู้คนที่เขาเคยรู้จักมา พร้อมทั้งยังเป็นการแยกเขาออกจากโลกแห่ง Monolith ที่ ๆ เขาอยู่เฝ้ามาตั้งแต่เขากำเนิด เมื่อมาถึงที่หมาย Malphite ก็พบว่าตัวเขากำลังถูกกักขังอยู่ในวงแหวนอัญเชิญ จึงทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมา เหล่าซัมมอนเนอร์ทั้งหลายจึงพยายามอธิบายเหตุผลในการอัญเชิญในครั้งนี้ เพื่อให้เขาได้รับฟัง เหล่าซัมมอนเนอร์ได้ให้เหตุผลอธิบายว่า โลก Runeterra คือโลกที่กำลังจะถูกครอบงำโดยความขัดแย้งและความวุ่นวาย โลกแห่งนี้จึงต้องการแชมป์เปี้ยน ผู้ที่สามารถจะช่วยจัดการระเบียบออกมาจากความสับสนวุ่นวายได้ ด้วยเหตุนี้เอง Malphite จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการทำจุดมุ่งหมายนี้ให้เป็นความจริง... Malphite มองข้ามความกลัวและทัศนคติที่ไม่ดีที่เขามีในตอนที่ถูกอัญเชิญมายังโลก Runeterra จนหมดสิ้น เพราะเขาเห็นว่าความตั้งใจของเหล่าซัมมอนเนอร์นั้น ถือเป็นจุดมุ่งหมายที่สูงส่ง และเป็นจุดมุ่งหมายที่ตัวเขาสามารถที่จะช่วยทำให้สำเร็จได้ โดยทุกวันนี้ Malphite ได้เข้าร่วมสงคราม League of Legends และคอยทุบผู้ที่ไม่หวังดีต่อความสงบของแผ่นดิน Valoran ให้จมหายไป และเขาจะรู้สึกชอบใจเป็นพิเศษ หากศัตรูของเขาคือผู้ที่ใช้เวทมนตร์ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย... แต่อย่างไรก็ตาม ตัวตนของ Malphite ก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไป สืบเนื่องมาจากความเหงาที่เกิดจากการที่เขาถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ''จงระวังตัวให้ดีเจ้าผู้ก่อความสับสนวุ่นวายทั้งหลาย!! เปลือกแห่ง Monolith ได้เดินทางมาถึงแล้ว''

    Read More
  • Malzahar

    the Prophet of the Void

    มีคนหลาย ๆ คนที่ต้องกลายเป็นบ้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าของพระอาทิตย์ที่ Shurima แต่กลางคืนกลับหนาวเหน็บ แต่ไม่ใช่กับ Malzahar เขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเป็นผู้ทำนาย ที่เป็นดั่งของขวัญจากสวรรค์ ความสามารถของเขาไม่จำเป็นต้องฝึกฝนก็สามารถที่จะเป็นหนึ่งในผู้วิเศษที่ยอดเยี่ยมอย่างมากบนแผ่นดิน Runeterra ได้เลย แต่ว่าโชคชะตากลับเล่นตลกกับเขา ทำให้ต้องเลือกทางเดินที่ต่างออกไป และเนื่องจาก Malzahar มีพลังที่อ่อนไหวง่าย ทำให้จิตใต้สำนึกของเขารับรู้ถึงสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะรู้บ่อยครั้ง และภายในความฝันของเขา ที่ซึ่งความจริงกับความฝันต่างกันเพียงแค่เส้นบาง ๆ ในความฝันแห่งนี้เขาได้พบว่ามันมีสิ่งที่น่าหวาดกลัวกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่ ในตอนแรก ๆ Malzahar นั้นก็สามารถที่จะทนอยู่กับมันได้ แต่หลายวันผ่านไป เสียงของมันก็ค่อย ๆ ดังขึ้น จนกระทั่งเขาทนไม่ไหว Malzahar ตัดสินใจทันที เขามุ่งเข้าไปยังทะเลทราย โดยไม่ได้เตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยที่จุดมุ่งหมายของเขาคือ Icathia สถานที่ที่หลายคนเชื่อว่ามีอยู่จริง แต่เป็นสถานที่ที่ลึกลับมาก และตั้งอยู่ในทะเลทรายที่ซึ่งกลืนกินทุกอย่างที่ย่างกรายเข้ามา การเดินทางเข้ามาโดยไม่เตรียมตัวนั้น ทำให้ Malzahar หลงทาง และท้อแท้เหมือนจะสิ้นหวัง เขาทรุดลงบนเข่าทั้งสองข้าง เขาพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง และรูปปั้นที่น่ากลัว และแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีรูปปั้นของเทพเจ้าที่น่ากลัวอีกด้วย Malzahar มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และไม่ควรจะเห็น Malzahar มองเห็นการคุกคามของ The Void เขามองเห็นอนาคต เขามองเห็นสิ่งมีชีวิตที่มาจาก The Void กำลังคุกคามแผ่นดิน Valoran อยู่ Malzahar ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางทะเลทราย แต่ในสายตาเขานั้นไม่โดดเดี่ยว พร้อมกับเสียงที่ดังอยู่ในใจของเขา ที่ซึ่งบัดนี้มันกำลังจะออกมาจากริมฝีปากของเขา โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาหลุดออกมาเพียงสามคำ League of Legends หลังจากที่เขาพูดออกมาแล้ว Malzahar จึงตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าขึ้นไปยังทางเหนือ เพื่อที่จะตามโชคชะตาของเขา ''ผืนดินอาจจะละลาย ทะเลอาจมีสั่นไหว ท้องฟ้าอาจจะถล่มทลาย ถึงอย่างไร... พวกมันจะมาแน่นอน'' -- Malzahar กล่าว

    Read More
  • Maokai

    the Twisted Treant

    แต่ก่อนนั้น Maokai เป็นวิญญาณแห่งธรรมชาติที่รักสงบ และอาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์สวยงาม แต่ด้วยความทะนงของเหล่ามนุษย์ ทำให้สิ่งเหล่านั้นได้สิ้นสุดลง ในตอนนี้ เงามืดได้เข้าครอบคลุมตัวเขา เวทย์สีดำได้บิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเกิดการต่อต้านในพลังธรรมชาติของความเป็นและความตาย ในตอนนี้ตัวเขาเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยร้องขอ มนุษย์ต้นไม้ที่ยิ่งใหญ่ได้กลายเป็นแรงพยาบาทของธรรมชาติไปเสียแล้ว โดยจัดการเหล่าศัตรูด้วยเวทมนตร์แห่งพงไพร และกิ่งก้านที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เขายังค้นหาไปทั่วดินแดน Valoran เพื่อตามหาบางอย่างเพื่อนำมาฟื้นฟู Shadow Isles ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ก่อนที่ Shadow Isles จะกลายมาเป็นดินแดนมรณะ หมู่เกาะแห่งนี้อุดมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นจริงมากกว่าที่จะเป็นเกาะแห่งป่าที่น่ากลัวแบบในปัจจุบัน ที่นี่คือสวรรค์ของเหล่าต้นไม้นานาพันธุ์ และมีสัตว์ป่าต่างสายพันธุ์นับไม่ถ้วน รวมไปถึงเหล่าวิญญาณด้วยเช่นกัน แต่แล้วเมื่อราชาแห่ง Shadow Isles สั่งให้เหล่าจอมเวทย์ทำลายม่านพลังที่ปิดกั้นระหว่างความเป็นและความตาย ป่าแห่งนี้เลยกลายเป็นขุมพลังเวทย์ชั้นดีในทันที เหล่าจอมเวทย์เริ่มทำพิธีกรรมเพื่อทำลายวงจรแห่งชีวิต และปลดปล่อยพลังที่ไม่อาจจะยับยั้งได้ออกมาแทนที่ พลังงานต่างถูกสูบออกจากเหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อาศัยอยู่ใน Shadow Isles เหล่าต้นไม้ใหญ่บิดเบี้ยว ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่สีผิวเปลี่ยนแปลงไป และดวงวิญณาณแห่งป่ากลายเป็นดวงวิญญาณที่น่ากลัว Maokai คือวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของป่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้เฝ้ามองความเลวร้ายที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเหมือนโลกของเขาได้พังทลายลง และความตายต่างพากันมาอยู่รอบ ๆ ตัวเขา เขาต่อสู้เพื่อรักษาเยียวยาให้โลกแห่งนี้ แต่ก็ยังไม่อาจจะหยุดการกระทำอันโง่เขลาของเหล่ามนุษย์ลงได้ แล้วในที่สุดวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ตนนี้ก็ได้พ่ายแพ้ให้ต่อพลังอันมืดมิดที่สุดจะน่ากลัว ทำให้ความหวังสุดท้ายที่เขาอยากจะช่วยฟื้นฟูแผ่นดินแห่งนี้หมดสิ้นลงไป Maokai จะอาศัยอยู่ที่ต้นโอ๊คโบราณ ที่เป็นใจกลางแหล่งพลังวิญญาณของแห่งป่าแห่งนี้ เขาจะรวบรวมอณูวิญญาณแห่งเกาะใส่เข้าไปในต้นไม้ ที่เป็นดั่งเช่น ความชั่วร้ายจากเหล่าอันเดทที่หิวโหยคอยไข่วขว้าทุกอย่างที่จะจับได้ ผสมเข้ากับพลังเวทย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เขาจะไม่สามารถดึงพลังงานออกมาจากวิญญาณที่ปราศจาคอาการบาดเจ็บหรือเสียหายได้ Maokai ในตอนนี้ในร่างกายเต็มไปด้วยอณูแห่งชีวิตและความตายผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดมาผสมเข้ากับต้นโอ๊คโบราณ และเข้าครอบคลุมกลายเป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวและน่าสะอิดสะเอียน วันเวลาผ่านมาหลายปี ความเจ็บปวดและความเศร้าหมอง เป็นสิ่งเดียวที่เป็นมิตรกับตัวเขา ทุกครั้งที่เขารู้สึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เขาเคยรักและรู้จัก กิ่งก้านของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เขานึกถึงความแค้นที่มีต่อเหล่าจอมเวทย์ที่เข้ามาทำลายล้างบ้านของเขา รากของเขาก็แทงขึ้นมาจากผืนดิน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด Maokai ยังคงอาศัยอยู่กับความหวังที่จะจุดประกายขึ้นมาใหม่อีกครั้งใน Shadow Isles และนั้นก็คือความหวังที่จะนำพาชีวิตต่าง ๆ กลับคืนมาสู่ผืนดินนี้ ดุจแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ความทุกข์ทรมานได้แผดเผาพลังแห่งชีวิตในตัวของ Maokai วิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยปกป้องเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตจากเหล่าอันเดท แต่เขารู้ว่าเขาคงจะไม่สามารถคอยปกป้องเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้ตลอดไป เขาจึงจำเป็นต้องหนีออกจากบ้านเกิดที่ถูกเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งความตาย โดยปล่อยตัวเองลงสู่ทะเล และด้วยความเชื่อใจในธรรมชาติที่จะพาเขาไปยังเกาะแห่งชีวิต ด้วยความหวังว่าจะพบบางอย่างที่สามารถทำลายพลังของความตายได้ และนำมาช่วยกอบกู้ฟื้นฟูเหล่าชีวิตทั้งหลายให้คืนสู่ Shadow Isles อีกครั้ง Maokai -- ''การต่อต้านกฎแห่งธรรมชาติ ย่อมมีผลตามมา''

    Read More
  • Master Yi

    the Wuju Bladesman

    ด้วยวิถีแห่งศิลปะป้องกันตัวอันเก่าแก่ของ Wuju ปรมาจารย์ Yi ได้ฝึกฝนร่างกาย และขัดเกลาจิตใจของตน จนกระทั่งความคิดกับการเคลื่อนไหวถูกรวมเป็นหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะเลือกการใช้ความรุนแรงให้เป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำ แต่เมื่อเขาร่ายรำเพลงดาบด้วยท่วงท่าที่สง่างามพร้อมกับความรวดเร็วอันน่าเหลือเชื่อ มั่นใจได้เลยว่าทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วแน่นอน และในฐานะที่เขาเป็นผู้ฝึกวิชา Wuju คนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ Master Yi ต้องอุทิศชีวิตของเขาให้กับการหาลูกศิษย์ เพื่อสืบทอดวิชาของเหล่าผู้คนที่สาบสูญต่อไป เมื่อสมัยก่อนครั้งที่ Yi ยังไม่สำเร็จวิถีดาบแห่ง Wuju เขาเป็นคนที่เก่งกาจมาก เขาถูกจัดให้เป็นหนึ่งในคนที่มีความสามารถสูงที่สุดในบรรดาเหล่าผู้ฝึกวิชารุ่นเดียวกัน และไม่นานนักทักษะความสามารถของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อวันที่เหล่ากองทัพ Noxus ได้เข้ารุกรานไปถึงยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านของเขา ในการรบครั้งนั้น Yi ได้เคลื่อนที่ก้าวข้ามผ่านสนามรบของฝั่ง Ionia ไปอย่างรวดเร็ว เขาเข้าต่อสู้กับกองทัพทหารราบของ Noxus ด้วยการโจมตีที่เฉียบคมว่องไว ทำให้พลิกสถานการณ์ในสนามรบได้อย่างง่ายดาย การพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความอับอายอย่างมากให้แก่ผู้บัญชาการสูงสุดของเมือง Noxus และในขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักได้ถึงภัยคุกคามของเหล่าผู้ถือวิถีแห่ง Wuju เขาจึงมีการสั่งการให้แอบไปปล่อยสารเคมีที่เป็นดังฝันร้ายไหลเข้าจู่โจมบ้านเกิดของวิชาที่สุดแสนอันตรายนี้ แม้ว่าจะมีประชาชนบางส่วนรอดจากสารพิษนี้ไปได้ แต่จิตใจของพวกเขาก็ถูกปั่นป่วนจนยากจะกลับมาเหมือนเดิม บ้านเกิดของ Yi จึงเหลือเพียงซากหักพังเท่านั้น เมื่อสงครามจบลง Yi ที่เดินทางกลับมายังหมู่บ้าน เขาก็ต้องเห็นหมู่บ้านที่เหลือเพียงเหล่าคนวิกลจริต ที่นั่นทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้ลงมือสังหารผู้เคราะห์ร้ายคนสุดท้าย เขารู้สึกถึงบาดแผลในจิตใจ เสมือนถูกสังหารในจิตใจมิใช่ร่างกาย ความรู้สึกภายในจิตใจของเขาถูกบีบคั้น หลงเหลือไว้เพียงความต้องการที่จะแก้แค้น เขาถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ เขาจะลงโทษผู้ที่มาทำลายบ้านเกิดของเขาให้สิ้น จึงทำให้ Yi ปลีกตัวออกมาจากสังคม เขาใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝนขัดเกลาวิชา ในสถานที่ที่โดดเดี่ยวห่างไกลจากผู้คน เขากลายเป็นนักดาบที่อันตรายมากที่สุด อันตรายมากยิ่งกว่าที่เขาเคยเป็นมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน แท้จริงแล้วเขากลับค่อย ๆ ออกห่างจากเคล็ดวิชาที่แท้จริงของวิชา Wuju ไกลขึ้นไปทุกที ในขณะที่จิตใจของเขาสับสนมากขึ้นทุกวัน วันหนึ่งเขาได้พบกับลิงปริศนาตัวหนึ่ง มันดูฉลาดเฉลียวจนน่าประหลาดใจ ลิงนั่นได้เข้ามาขัดจังหวะการฝึกของเขา เขาสังเกตถึงสิ่งแปลกประหลาดจากมัน มันยืนได้ตรงและมีความสูงพอ ๆ กับคนเลย เจ้าลิงตัวนั้นยืนจ้องมอง และพยายามลอกเลียนแบบท่าทางการเคลื่อนของ Yi ด้วยความรำคาญเขาจึงพยายามขับไล่เจ้าลิงตัวนี้ให้ออกไป แต่ด้วยความปราดเปรียวของเจ้าสัตว์ตัวนี้ มันจึงหลบเขาได้ทั้งหมด และมันยังหันกลับมาใช้วิชาของตัว Yi เข้าต่อสู้กับตัวเขาเอง ในเวลาต่อมาหลังจากที่ Yi ได้ระบายอารมณ์ไปกับเจ้าสัตว์ขี้เล่นตัวนี้ มันทำให้ความโกรธแค้นของเขาค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย และเมื่อความโกรธแค้นของเขาสูงขึ้นจนถึงขีดสุด เขากลับพบว่าเขาสามารถจับลิงตัวนี้ได้เพียงแค่หางเท่านั้น Yi จึงเข้าใจได้ถึงสิ่งสำคัญ ตราบใดที่เขายังคงไล่ตามมันด้วยความแค้นต่อไป เขาจะไม่มีวันเข้าถึงแก่นแท้ของวิชา Wuju อย่างแน่นอน เขาจึงปล่อยลิงตัวนี้ไป พร้อมทั้งละทิ้งความปรารถนาที่จะตามล่าสังหารศัตรูไปด้วย Yi ขอบคุณเจ้าลิงที่เข้ามาช่วยเขาจากความแค้นที่บังตาเขาไว้ และเขาก็ต้องประหลาดใจในตอนที่เขาเห็นมันตอบกลับมา ลิงตัวนี้บอกถึงความปรารถนาของมัน มันอยากจะเรียนรู้วิชาการต่อสู้ของ Yi ซึ่งเมื่อมองเผิน ๆ แล้วมันอาจจะดูเป็นคำขอร้องที่แปลก ๆ แต่เมื่อ Yi ได้คิดอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว เขาจึงมองเห็นเส้นทางใหม่ เส้นทางที่จะช่วยเชิดชูเหล่าผู้คนที่ล้มจากไปแล้ว โดยการสอนเทคนิคการต่อสู้ของพวกเขาผ่านไปสู่เหล่านักสู้รุ่นใหม่สืบทอดต่อไป ''คมดาบของดาบที่คมที่สุดในโลก ก็ไม่อาจเทียบได้กับความสงบในจิตใจที่สงบสุข'' -- Master Yi

    Read More
  • Miss Fortune

    the Bounty Hunter

    การมีเรือและลูกเรือเป็นของตัวเอง คือความสำเร็จสุดยอดของผู้ที่อาจหาญกล้าต่อกรกับท้องทะเลอันเหี้ยมโหดของโลก Runeterra นักล่าค่าหัวจากเมืองท่า Bilgewater ผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับของใครหลาย ๆ คน ที่ชื่อว่า Sarah Fortune หรือที่รู้จักทั่วไปในนาม Miss Fortune เธอสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในขณะที่เธอพึ่งจะอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อของเธอจึงถูกจารึกไว้ในฐานะของหญิงแกร่ง ที่ใคร ๆ ก็สามารถพึ่งพาให้ช่วยแก้ปัญหาได้ อีกทั้งเธอยังสามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ งานล่าค่าหัวใด ๆ ที่ยากหรืออันตรายก็ต้องยอมสยบต่อเสน่ห์และปืนคู่อันมีชื่อเสียง Shock and Awe ของเธอ ความสำเร็จจากการทำงานของเธอ ทำให้เธอได้รับมอบทรัพย์สินมากมาย มากเพียงพอที่เธอสามารถที่จะซื้อเรือเป็นของตัวเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย... อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดี ๆ เสมอไป ในช่วงที่ Miss Fortune ยังเป็นวัยรุ่น มีเรือสินค้าจำนวนมากที่มีโอกาสได้เริ่มสัมผัสที่เส้นขอบฟ้าของชายฝั่งทางตอนเหนือของ Blue Flame Island บ้านเกิดของเธอ... โชคไม่ดีนักที่เส้นทางการค้านี้เมื่อถูกเปิดใช้ มันได้ชักนำเหล่าโจรสลัดเข้ามาด้วย ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อาศัยบนเกาะแห่งนี้ต่างก็พบว่า พวกเขาได้ตกอยู่ท่ามกลางศึกแห่งการปล้นสะดมอันบ้าคลั่งของเหล่าโจรสลัดนี้ วันหนึ่ง เมื่อ Miss Fortune กลับมาถึงบ้าน เธอได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงปืน และพบว่าประตูหน้าบ้านของเธอได้ถูกทำลายลง เมื่อ Miss Fortune เข้าไปข้างในบ้าน เธอจึงได้เห็นแม่ของเธอนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันนี้กระทบกระเทือนจิตใจของ Miss Fortune อย่างรุนแรง ทำให้เธอทรุดตัวลงกับพื้นข้างศพของแม่ของเธอเอง สิ่งสุดท้ายที่เธอสามารถจดจำได้เป็นอย่างดีก็คือ ดวงตาสีแดงที่ลอดออกมาจากผ้าคาดหัวที่ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงของฆาตกรเอาไว้ หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ Miss Fortune ไม่เชื่อใจเหล่าโจรสลัดอีกเลย เธอมักที่จะมีปัญหาทะเลาะวิวาทในเรื่องทิศทางทางการเมืองของเมืองท่า Bilgewater กับ Gangplank อยู่เสมอ (เขาเป็นกัปตันเรือโจรสลัดผู้เดียวที่สามารถต้านทานเสน่ห์ของ Miss Fortune ได้) ซึ่งในตอนนี้ Miss Fortune มีเป้าหมายในชีวิตอยู่เพียงสองอย่างคือ หนึ่ง รวมประชาชนของเมืองท่า Bilgewater ให้เป็นหนึ่งเดียว และสอง ตามหาโจรสลัดผู้ที่ฆ่าแม่ของเธอให้พบ เพราะด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends ในฐานะแชมป์เปี้ยน โดยนำความสามารถของเธอไปแลกเปลี่ยนเป็นอิทธิพลและความมั่งคั่ง เพื่อที่จะช่วยผลักดันให้เธอทำเป้าหมายทั้งสองอย่างได้สำเร็จ

    Read More
  • Mordekaiser

    the Master of Metal

    วิญญาณชั่วร้าย Mordekaiser เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ที่เปี่ยมด้วยความเกลียดชังแห่งจิตวิญญาณที่หลอกหลอนอยู่ใน Shadow Isles โดยฝังวิญญาณไว้ในชุดเกราะโบราณ ที่รู้จักกันในนาม Master of Metal นี่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งแรกที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ ผู้คืนกลับมาตั้งแต่ก่อนที่ Shadow Isles จะถือกำเนิดขึ้น วิญญาณที่บิดเบี้ยวของเขาต้องทนทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับความเจ็บปวดที่เขามอบให้ผู้อื่น ใครก็ตามที่กล้าเผชิญหน้าต่อสู้กับ Mordekaiser ก็จะพบกับคำสาปแช่งอันสุดแสนน่ากลัว เขาจับวิญญาณของเหยื่อไปเป็นเครื่องมือสำหรับการทำลายล้าง

    Read More
  • Morgana

    Fallen Angel

    ณ โลกแห่งหนึ่งที่ซึ่งไกลโพ้น ที่ซึ่งห่างไกลจากความสวยงาม สถานที่ซึ่งความขัดแย้งยังคงมีอยู่ และยังมีสงครามเกิดขึ้นอยู่ตลอด สงครามที่นำมาซึ่งความแตกแยก ไม่เว้นแม้แต่ภายในครอบครัว ฝ่ายหนึ่งอ้างถึงกฎเกณฑ์และความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อรวมโลกให้เป็นหนึ่งภายใต้กฎหมายและรัฐบาลของพวกเขา ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองญาติของเขาว่าเป็นพวกทรราชเผด็จการ ผู้ที่มองภาพรวมไม่กว้างพอ ผู้ซึ่งยอมสละความสุขส่วนตัวและอิสรภาพ เพื่อทำให้โลกเป็นโลกในอุดมคติ Morgana เป็นหนึ่งคนที่ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ของเธอเพื่อสิ่งนั้น แม้เธอจะถูกตราหน้าว่าเป็นเทวดาตกสวรรค์ก็ตาม Morgana ไม่ได้ใสซื่อ เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ในพลังต้องห้าม เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าแห่งมนต์ดำ และเพื่อที่จะใช้พลังนั้นจัดการกับแม่ทัพของฝั่งตรงข้าม ซึ่งนั่นก็คือ Kayle ผู้ที่เป็นพี่น้องของเธอนั่นเอง และเมื่อเวลามาถึง สองพี่น้องได้ห้ำหั่นกันเอง Kayle โจมตีก่อน เพื่อเป็นการย้ำถึงจุดยืนของเธอ เมื่อ Morgana ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับเธอ แต่ทว่า Morgana ในตอนนี้มีพลังมากพอที่จะสู้ได้สูสีกับเธอ การต่อสู้ครั้งนี้น่าจะเป็นการสู้ครั้งสุดท้ายของทั้งคู่ แต่ทันใดนั้น Morgana ก็ถูกอัญเชิญมายัง Valoran ซึ่งในก่อนหน้านั้น Morgana ได้ทำข้อตกลงระหว่างซัมมอนเนอร์ไว้ว่า เธอจะต่อสู้เพื่อแลกกับพลังที่ยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะทำให้เธอได้เปรียบ Kayle ใน League จุดมุ่งหมายของ Morgana ที่จะเข้าสู้ใน League of Legends ก็คือ การได้อภิสิทธิ์ในการที่จะจัดการกับพี่น้องของเธออีกหลาย ๆ ครั้ง เธอรอวันเวลานั้นอย่างใจจดใจจ่อ วันที่เธอจะได้จัดการกับ Kayle และกลับบ้านของเธอในฐานะฮีโร่ ''ฉันจะไม่มีวันหยุดพัก ตราบใดที่ Kayle สัญลักษณ์ของผู้ป่าเถื่อนยังมีชีวิตอยู่'' -- Morgana กล่าว

    Read More
  • Nami

    the Tidecaller

    ภายใต้เกลียวเคลื่อนที่ไม่เคยสงบนิ่ง ยังคงมีเรื่องเล่าขาน ตำนานแห่งท้องทะเลเกี่ยวกับเงือกสาว Nami ที่ผู้คนของเธอต่างกล่าวว่า เธอคือ Tidecaller ที่เด็ดเดี่ยวไม่น้อยไปกว่าใคร จิตใจและความมุ่งมั่นของเธอเป็นที่ร่ำลือมานักต่อนัก เธอคือ Tidecaller ที่ถูกเลือกเพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของเธอให้รอดพ้นจากนาทีชีวิตในครั้งนี้ หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ Tidecaller นั้นคือ การตามหา Moonstone ที่พบเห็นได้เพียงบนผืนดินเท่านั้น ชาว Marai ต่างเชื่อมั่นในพลังของ Moonstone ที่จะช่วยปัดเป่าภยันตรายทั้งมวลมิให้กล้ำกรายมาสู่ผืนน้ำนี้ได้ ทว่าพลังนี้จะมีเวลาอยู่แค่ 100 ปีเท่านั้น และเมื่อแสงของ Moonstone เริ่มริบหรี่ลง นั่นคือเวลาที่ Tidecaller จะต้องออกเดินทางไปยัง Great Deep เพื่อตามหา Abyssal Pearl และนำมันขึ้นมายังผืนดินในคืนเหมายันที่จะเกิดขึ้นทุก ๆ 100 ปี เพื่อประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์กับผู้ครอบครอง Moonstone แห่งผืนดิน เมื่อพิธีเสร็จสิ้น Tidecaller จะนำ Moonstone กลับสู่เกลียวคลื่นเพื่อความสงบสุขของท้องทะเลไปอีก 100 ปีข้างหน้า ทว่าเรื่องที่ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นในยุคของ Nami เมื่อกำหนดครบ 100 ปีใกล้เข้ามาถึง แต่ยังไม่มีผู้ใดพบ Tidecaller คนใหม่ที่จะทำภารกิจตามหา Moonstone และนั่นอาจหมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์ Marai นั่นเอง Nami ไม่อาจที่จะเอาแต่นั่งภาวนาไปวัน ๆ เหมือนอย่างคนในเผ่าของเธอ ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งราวกับเพชรที่ส่องประกาย Nami ท่องเกลียวคลื่นตามลำพัง เพื่อทำภารกิจตามหา Moonstone ด้วยตนเอง และด้วยอุปสรรคนานับประการที่รอคอยเธออยู่นั้น ชาว Marai ล้วนแต่เชื่อว่า Nami รนแต่วิ่งเข้าหาความตายของตนเอง แต่พวกเขากลับต้องประหลาดใจ ด้วยเวลาเพียง 6 วัน Nami กลับมาพร้อม Abyssal Pearl ในมือของเธอ และนั่นทำให้ชาว Marai ต่างยกย่องว่าเธอคือ Tidecaller คนต่อไป เท่านี้ก็เหลือเพียงให้ Nami ทำพิธีศักดิ์สิทธิ์บนผืนดิน และเผ่าพันธุ์ของเธอก็จะรอดพ้นจากลางร้ายที่คลืบคลานเข้ามาทุกขณะเสียที ทันทีที่ Nami ขึ้นมาบนผืนดิน สิ่งที่เธอพบกลับมีเพียงดินทรายที่ว่างเปล่า เธอเฝ้ารอวันแล้ววันเล่าบนอ่าวเล็ก ๆ พร้อมคำถามในใจที่เกิดขึ้นมามากมาย หากจะว่าตามตำนานแล้ว ผู้ครอบครอง Moonstone แห่งผืนดินจะปรากฏตัวทุกครั้งเมื่อถึงเวลาทำพิธี แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ มันเป็นเวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ Nami ตัดสินใจจะออกตามหา Moonstone บนดินแดนที่เธอเคยรู้จักแค่จากตำนานในชนเผ่าเท่านั้น หากแต่การนิ่งเฉยก็ไม่อาจช่วยเผ่าพันธุ์ของเธอจากอันตรายได้เช่นกัน เธอคือชาว Marai คนแรกที่ได้เดินทางบนดินแดนที่อยู่เหนือผืนน้ำนี้ Nami ได้สาบานกับท้องทะเลว่าเธอจะไม่หวนคืนสู่บ้านเกิด จนกว่าเธอจะสามารถทำภารกิจของ Tidecaller ได้สำเร็จ ''ข้าคือเกลียวคลื่นที่โหมกระหน่ำ และข้าจะไม่หวนกลับคืน'' -- Nami

    Read More
  • Nasus

    the Curator of the Sands

    สำหรับบางคน Nasus เป็นกึ่งเทพที่อยู่ท่ามกลางความล่มสลายของอารยธรรมโบราณ แต่สำหรับบางคน เขามีอยู่แค่เพียงในนิทานปรัมปราเท่านั้น ตามตำนานกล่าวไว้ว่า อาณาจักรของเขาอยู่เหนือความตายและกาลเวลา เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว เขามีตำแหน่งสูงสุดใน Shurima เขาเป็นผู้พิทักษ์ที่คอยคุ้มครองดินแดนแห่งนี้ และในตอนนี้เขาออกเดินทางเพื่อช่วยปลดปล่อยน้องชายของเขา Renekton ให้หลุดพ้นจากความบ้าคลั่ง

    Read More
  • Nautilus

    the Titan of the Depths

    ครั้งหนึ่ง Nautilus ได้รับมอบหมายเป็นทหารเรือของสถาบันแห่งสงคราม เพื่อสำรวจสถานที่ที่ยังไม่ถูกค้นพบบนทะเล Guardian การสำรวจนั้น ทำให้พวกเขาสำรวจลึกลงไปยังน่านน้ำที่ไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งเขาและเหล่าลูกเรือ ได้พบกับโคลนดำขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่ามันคืออะไร ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าใกล้มัน ยกเว้นเพียง Nautilus ในขณะที่เขากำลังสวมใส่ชุดดำน้ำที่อุ้ยอ้าย และปีนราวของเรือลงไปนั้น บางสิ่งซึ่งกำลังหลบซ่อนอยู่ในโคลนพุ่งออกมาจับตัวเขาไว้ เขาพยายามยึดตัวเองไว้กับเรือ แต่สิ่งนั้นดึงเขาอย่างรุนแรง โยกเรือทั้งลำ ลูกเรือทั้งลำตกใจและหวาดกลัวสุดขีด และตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายขึ้น เขาจ้องไปยังเพื่อนลูกเรือเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ แต่พวกเขากลับกระแทกราวจับของเรือให้หลุดลงไป เขาจมลงไปในโคลนสีดำนั้น คว้าไว้ได้ก็แต่สมอเรือที่ไร้ประโยชน์ ร่วงหล่นไปพร้อมกับความสิ้นหวัง ท่ามกลางความมืดมิด ยอดไม้พัวพันร่างของเขาไว้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย ยกเว้นแต่จ้องมองไปยังภาพเลือนลางที่เห็นเรือค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกไป หลังจากนั้นทุกอย่างก็ค่อย ๆ มืดลง เมื่อ Nautilus ตื่นขึ้น เขาพบว่าบางอย่างเปลี่ยนไป ชุดเหล็กกล้ากลับกลายเป็นเหมือนเปลือกห่อหุ้มตัวเขา ปกปิดความจริงอันเลวร้ายทุก ๆ อย่างที่อยู่ภายใน เขาพบว่ารายละเอียดความทรงจำของเขาทุกอย่างคลุมเคลือ ยกเว้น ความจริงเดียวที่ยังคงชัดเจน เขาเหลืออยู่คนเดียวตรงนี้ โดดเดี่ยวอยู่ภายใต้ความลึกที่ไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ มีแต่ความตาย ภายในมือของเขานั้นยังคงจับสมอเรือไว้แน่น ซึ่งเหมือนกับว่าเป็นชายที่ถูกลงโทษ เขาถือเอาเบาะแสสุดท้ายไป และเดินไปอย่างช้า ๆ (ซึ่งมันหนักเกินกว่าที่จะว่ายหรือวิ่ง) โดยไม่มีจุดประสงค์เป็นอย่างอื่น แต่เพื่อหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเดินไปเรื่อย ๆ โดยปราศจากจุดมุ่งหมาย หรือแม้แต่คิดว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าเป็นฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด เวลาผ่านไป เขาเดินโซเซขึ้นไปบนหาดของ Bilgewater เขาไม่พบร่องรอยว่าตัวเขาเป็นใคร ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว ไม่มีชีวิตให้กลับไป ทหารเรือที่หวาดกลัวได้ยินเรื่องเล่านี้ก็ได้พาตัว Nautilus ไปยังสถาบัน แต่เหล่าซัมมอนเนอร์ต่างไม่ยอมที่จะสละชื่อเสียงให้แก่คนอื่น ซึ่งพวกเขาเป็นคนสร้างมา จากนั้น Nautilus จึงได้รู้ถึงการมีอยู่ของ League of Legends และโอกาสที่จะได้พบและลงโทษเหล่าผู้รับผิดชอบสำหรับเวลาและชีวิตทั้งหมดที่เขาเสียไป ''เมื่อถูกความมืดทั้งหมดกลืนกิน ไม่มีสิ่งใดเหลือ แต่ก็ต้องก้าวต่อไป'' -- Nautilus กล่าว

    Read More
  • Nidalee

    the Bestial Huntress

    หลังจากสงครามอักขระจบลง มีแชมป์เปี้ยนหลายคนที่ต้องแบกรับตราบาปที่ไม่อาจลืมได้ในสงคราม มีแชมป์เปี้ยนไม่กี่คนนักที่ดำรงชีวิตอยู่คนเดียวในทางตอนใต้ของ The Great Barrier ยังมีพื้นที่ที่โหดร้ายและอันตรายตั้งอยู่ นั่นคือ Kumungu Jungle ภายในป่าแห่งนี้มีทรัพย์สมบัติซ่อนอยู่ การที่จะเข้าไปเอานั้นต้องเสี่ยงชีวิตเป็นอย่างมาก แชมป์เปี้ยนที่มีนามว่า Nidalee ในสมัยตอนที่เธอยังเป็นเด็ก เธอได้ออกเดินทางไปกับพ่อแม่ของเธอ ผู้ซึ่งเป็นนักล่าสมบัติ พวกเขาทั้งสามคนหลงทางในป่าลึก และพ่อแม่ของเธอก็ป่วยตายจากโรคระบาด ทิ้ง Nidalee ไว้ให้อยู่คนเดียว ด้วยความใสซื่อและความเป็นเด็กของเธอ ทำให้ครอบครัวเสือภูเขาที่ผ่านมาเก็บเธอไปเลี้ยงเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เธอโตขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ เธอได้ดูดซึมเวทมนตร์แห่งป่า ซึ่งทำให้เธอสามารถแปลงร่างเป็นเสือภูเขาได้ อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เธอได้พบกับพวกตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นพวกเศษเดนจากฝั่งของ Noxus ทำให้ Nidalee จึงตัดสินใจที่จะเข้าสู่โลกแห่งอารยธรรมอีกครั้ง เธอเข้าร่วม League of Legends เพื่อที่จะปกป้องป่าของเธอให้พ้นจากพวก Noxus และ Demacia Nidalee ถูกสอนการต่อสู้มาจากครอบครัวเสือภูเขาของเธอ เธอต่อสู้โดยใช้กรงเล็บและเขี้ยวเล็บ บางสิ่งในตัวเธออาจะดึงคุณเข้ามาหาเธอ แต่จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า เธอไม่ใช่แมวน้อยน่ารักอย่างแน่นอน

    Read More
  • Nocturne

    the Eternal Nightmare

    คนทั่วไปเชื่อว่าความฝันนั้นมาจากสิ่งที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ มันจะผ่านข้ามาในจิตใจของเรา เพียงแว่บหนึ่งในตอนที่เราหลับ ความเชื่อนี้ถูกนำมาทดสอบเมื่อเกิดการระบาดของความฝันในตอนที่เหล่าซัมมอนเนอร์ในลีคหลับอยู่ บางคนตื่นมากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ไม่สามารถปลอบประโลมได้ บางคนไม่สามารถหลับได้อีก และค่อยๆกลายเป็นบ้าในตอนกลางคืน หรือบางคนไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เหล่าแพทย์ต่างพากันงงกันไปต่างๆนาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งสถาปนิกภาคสนามคนหนึ่งได้สลบอยู่ข้าง Nexus ในแผนที่ Twisted Treeline ผู้เห็นเหตุการณ์ได้เล่าให้ฟังว่า เขากรีดร้องออกมาก่อนที่จะล้มลง ก่อนที่จะหมดลมหายใจลง ทันใดนั้นก็มีลำแสงเวทมนตร์ทอดเส้นโค้งออกมาจาก Nexus และ Nocturne ก็ปรากฏตัวขึ้นมา Nocturne ไม่ได้ปรากฏตัวในโลกนี้แบบอ่อนโยนแม้แต่น้อย เขาเข่นฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ก่อนที่จะถูกเหล่าซัมมอนเนอร์จับขังไว้ในวงแหวนเวทมนตร์ หลังจากการค้นคว้าอย่างเข้มข้น และยาวนานผู้เชี่ยวชาญใน League เผยว่า Nocturne ได้ไล่ฆ่าเหล่าซัมมอนเนอร์ ในช่วงที่นอนหลับ และโจมตีพวกเขา ในสถานที่ที่เวทมนตร์ไม่มีความหมาย นี่ดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เหล่าครอบครัวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายต้องการความยุติธรรมโดยต้องการให้จัดการกับ Nocturne ซะ แต่เหล่าคณะกรรมการของ League เกรงว่าความตายจะทำได้แค่ส่ง Nocturne กลับไปยังที่ๆก่อนเขามาเท่านั้น พวกเขาจึงตัดสินใจขัง Nocturne ไว้ในส่วนๆหนึ่งของ Nexus ขังเขาไว้ในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อที่จะลงโทษเขา เหล่าคณะกรรมการของ League ได้อนุญาต ให้ซัมมอนเนอร์สามารถที่จะอัญเชิญ Nocturne เข้ามาในการแข่งขันได้ ซึ่งเป็นการลงโทษ Nocturne โดยการสร้างฝันร้ายคืนให้เขาบ้าง อีกทั้งยังเป็นการช่วยปกป้องเหล่าซัมมอนเนอร์จากความจงเกลียดจงชังของ Nocturne อีกด้วย เหล่านักศึกษาใน League ไม่รู้ว่า Nocturne นั้นมาจากไหน และมีพวกแบบตัวมันอีกหรือไม่ มีทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าเมื่อซัมมอนเนอร์ได้ทำการอัญเชิญ Champion มาบ่อยๆ ทำให้การอัญเชิญนั้นฝังติดลงไปภายใต้จิตใต้สำนึกของเขา ซึ่งเมื่อเขาหลับ มันจึงเป็นตัวล่อให้ Nocturne มายังความฝันนั่นเอง มีบางทฤษฎีที่น่ารบกวนใจที่สุด คือทฤษฎีที่กล่าวว่า Nocturne คือฝันร้ายที่ที่กลายมาเป็นตันตนใจโลกความเป็นจริง และถ้ามันเป็นจริงแล้ว ใครเป็นคนฝันล่ะ? ''ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามา... ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างดูมืดไปหมดแล้ว... แต่ทำไมผมถึงยังเห็นมันอยู่เลยล่ะ'' - Kelvin Ma, คนไข้เลขที่ #4236 กล่าว

    Read More
  • Nunu

    the Yeti Rider

    บางครั้ง สายใยแห่งมิตรภาพก็สามารถแน่นแฟ้นยิ่งกว่าสายสัมพันธ์ทางสายเลือด เมื่อสายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างเด็กไร้ความกลัวกับเยติที่น่าหวาดหวั่น ความสัมพันธ์ได้ผสมกลมกลืนกลายเป็นความแข็งแกร่งที่ไม่อาจดูถูกได้ การได้รับความรับผิดชอบในการดูแลสัตว์ร้ายที่น่ากลัวทำให้ Nunu หล่อหลอมมิตรภาพ ในขณะที่คนทั่วไปมักจะสร้างโซ่เพื่อมาควบคุม ณ ตอนนี้ Nunu และเพื่อนซี้สุดแกร่ง Willump เป็นคู่หูที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเยาว์ที่โลดโผน และพลังลึกลับสุดแข็งแกร่งของเยติ พวกเขาพร้อมตะลุยก้าวข้ามอุปสรรคที่ไม่มีคู่ไหนจะสามารถก้าวข้ามได้ สำหรับ Nunu แล้ว เขามีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ของเขาที่แสนเลือนลาง ช่วงเวลาก่อนที่เขาจะเป็นส่วนหนึ่งกับชนเผ่า Frostguard ที่สันโดษ เขาไม่เคยได้รับการดูแลจากผู้ดูแลเลย แต่ด้วยความกระหายที่อยากจะออกเดินทางของ Nunu ทำให้เขามีความคิดที่แตกต่างไปจากเหล่าผู้อาวุโสของเผ่า เขามักชอบฝันไปไกลถึงสถานที่ที่อยู่เบื้องหลังเงาของป้อมปราการ Frostguard แห่งนี้ บางครั้งเขามักจะทำมากกว่าแค่นั่งฝัน สิ่งนี้ไม่เคยปรากฎเห็นได้อย่างเด่นชัด จนกระทั่ง Nunu ได้เป็นเด็กฝึกหัดของนักฝึกสัตว์ประจำเผ่า เขาต้องคอยดูแลเหล่าสัตว์ร้ายภายใต้อานของเขา เมือง Frostguard จะมีโรงละครสัตว์ที่คอยเตรียมความพร้อมของเหล่าสัตว์ร้ายแห่ง Freljord ไว้ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ แต่มีสัตว์พิเศษอยู่ตัวหนึ่งนั้นคือ เยติ สัตว์ร้ายพิเศษที่ไม่ธรรมดา ด้วยคุณสมบัติของพลังอันลึกลับ พร้อมพลังความแข็งแกร่งอันดุดัน นักฝึกสัตว์จึงเสี้ยมสอน Nunu ว่ามีเพียงการให้อาหารที่ทำมาจากพืช และการเฆี่ยนตีเท่านั้น ที่จะทำให้เหล่าสัตว์ร้ายเชื่องได้ แต่เมื่อ Nunu ใช้เวลาในการดูแลสัตว์พวกนี้ จึงทำให้เขารู้ว่า เยตินั้นไม่ใช่สัตว์ที่ดุร้ายเลย เขาสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ของเขา Willump ยิ่งเติบโตขึ้นมา ก็ยิ่งอ่อนแอ และยิ่งป่วยหนัก เขาจึงเริ่มแอบเอาเศษเนื้อให้กับเยติ ด้วยความหวังว่ามันจะทำให้เขาแข็งแรงขึ้น วันเวลาผ่านพ้นไปวันแล้ววันเล่า Willump โตขึ้นมาอย่างแข็งแรง และไม่เป็นเจ็บป่วยแต่อย่างใด ซึ่งมันขัดกับหลักที่นักฝึกสัตว์เคยอ้างไว้ ทำให้ Nunu เริ่มมีความหวังที่จะกล่อมพวกเขาบ้าง เขาต้องการให้ทุกคนได้รับรู้ว่า จริงๆแล้วเยติไม่ได้เป็นตัวอันตรายเลย แต่ทุกสิ่งมันกลับไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ ในเวลาถัดมา เมื่อ Nunu นำอาหารเพื่อไปส่งให้กับ Willump เขาก็พบว่ากรงเยติถูกฉีกกระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี เหลือไว้ก็แต่รูปวาดแบบหยาบๆ ดูแล้วเหมือนเป็นคำอำลาของเจ้าเยติ Nunu รีบรุดหน้าออกไปตามหาเพื่อนของเขาทันทีโดยไม่ลังเลใดๆ ในที่สุด Nunu ก็ตามหา Willump พบ เขากำลังถูกต้อนให้จนมุมโดยนักฝึกสัตว์ ที่ติดตามมาด้วยเหล่าทหารแห่ง Frostguard ด้วยความกลัวที่เหล่าทหารจะทำร้ายเพื่อนของเขา Nunu กระโดดเอาตัวเองเข้าขวางระหว่างเยติ และนักฝึกสัตว์ที่กำลังลงแส้ ชายใจเหี้ยมเขาก็ยังไม่หยุดมือ ด้วยความโกรธเขาง้างมือขึ้นอีกครั้งเพื่อเตรียมลงแส้ เยติหนุ่มโกรธจัด เขาปลดปล่อยความบ้าคลั่งในตัวเองออกมา แม้มันจะเป็นการทารุณ แม้มันจะไม่เกี่ยวข้องกับตัวเขา แต่ทั้งหมดก็เพื่อช่วยเด็กชายซึ่งเต็มไปด้วยความเมตตา ที่เฝ้าชุบเลี้ยงจน Willump เติบโต เขาได้ลงมือจัดการคนใจเหี้ยมอย่างรุนแรง จนกระทั่งเลือดหลั่งไหลรินบนหิมะสีขาวโพลน ความน่าสะพรึงกลัวในความเกรี้ยวกราดของ Willump ทำให้ทหารที่เหลืออยู่ของ Frostguard เตลิดหนีไป มันทำให้ Nunu ตระหนักได้ว่าไม่มีทางที่เยติจะกลับไปได้แล้ว เขาตะโกนบอกให้ Willump รีบหนีไป ก่อนที่เหล่าทหารจะกลับมาสังหาร แต่เจ้าเยติกลับปฎิเสธที่จะทิ้งเด็กหนุ่มไว้ เด็กหนุ่มต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ยากลำบาก เขาต้องเลือกระหว่างทอดทิ้งเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่ถูกกักขังใน Frostguard หรือเขาจะออกไปผจญความป่าเถื่อน และทิ้งบ้านเพียงแห่งเดียวที่เค้ามีไว้ข้างหลัง สุดท้ายแล้ว Nunu เลือกทางที่น่าจะเข้าท่ากว่า เขากระโดดขึ้นไปบนหลังของเจ้าเยติ Nunu ร่วมหลบหนีออกจากเมืองไปพร้อมกับ Willump หลังจากที่พวกเขาถูกคุมขังในเมืองมาเป็นเวลาแสนนาน พวกเขาได้ออกเดินก้าวแรก เพื่อออกสำรวจโลกอันกว้างใหญ่แล้ว ''ฉันกับ Willump จะไปสำรวจโลกทั้งใบกัน อย่ามาขวางพวกเรานะ!'' -- Nunu

    Read More
  • Olaf

    the Berserker

    ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพูดว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่นั่นไม่ใช่คำสำหรับ Olaf นักรบคลั่ง ผู้ใช้ชีวิตอยู่กลางเสียงปะทะกันของเหล็ก ท่ามกลางเสียงคำรามแห่งสงคราม เขาหิวกระหายในเกียรติยศ และเป็นบุคคลที่ต้องคำสาปลืมตาย Olaf มักจะปลดปล่อยความบ้าคลั่ง นำพาตนกระโดดเข้าหาการต่อสู้อย่างไม่ยั้งคิด แต่ก็พ่ายแพ้ต่อความกระหายเลือดที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเขา Olaf เป็นผู้ที่ดำรงอยู่โดยเกาะขอบหน้าผาแห่งความตายเอาไว้ได้เสมอ ชายฝั่งคาบสมุทร Lokfar จัดได้ว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในเขต Freljord.. ที่นั่น ความบ้าคลั่งคือไฟเพียงหนึ่งเดียวที่จะให้ความอบอุ่นแก่กระดูกที่เย็นเฉียบ เลือดคือของเหลวสิ่งเดียวที่ยังหลั่งไหลได้ และที่นั่น มีโชคชะตากำหนดให้เพียงแค่ เกิด แก่ แตกสลาย และถูกลืม Olaf เป็นนักรบแห่ง Lokfar รุ่งโรจน์เต็มไปด้วยชื่อเสียง และไม่ลังเลที่จะแบ่งปันมันออกมา เย็นวันหนึ่งที่รอบกองไฟถ่านของหมู่บ้านที่พึ่งถูกทำลาย ในขณะที่เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่กับเหล่านักรบในกลุ่มอย่างเมามัน นักรบอาวุโสคนหนึ่งหมดความอดทนกับเสียงโหวกเหวกของ Olaf นักรบอาวุโสคนนั้นท้าให้ Olaf ลองทำนายชะตา และดูว่าโชคชะตาของ Olaf จะตรงกับที่เขากำลังเป็นอยู่หรือไม่ เมื่อถูกท้าทาย Olaf เยาะเย้ยนักรบเฒ่าที่มาอิจฉา และโยนกระดูกของอสูรกายที่ตายไปนานแล้ว เพื่อเสี่ยงทายว่าจุดสูงสุดของความโชติช่วงที่เขาจะบรรลุในความตายนั้นเป็นอย่างไร ความสนุกสนานจางหายไป เมื่อคำทำนายปรากฏ กระดูกได้ทำนายออกมาว่า เขาจะมีชีวิตที่ยืนยาว และตายจากไปอย่างสงบ คำทำนายมันทำให้ Olaf เดือดดาลมาก ด้วยความเกรี้ยวกราดราวกับพายุ Olaf ตัดสินใจออกเดินทางทันที แม้จะเป็นในยามค่ำคืนดึกสงัด เพื่อพิสูจน์ว่าคำทำนายนั้นผิด โดยออกไปค้นหาเพื่อฆ่างูน้ำแข็งยักษ์แห่ง Lokfar สัตว์ร้ายที่กินคนและเรือไปแล้วนับพัน สำหรับเขาแล้วการตายในสนามรบเป็นจุดจบที่สวยงามที่สุดสำหรับนักรบทุกคน Olaf นำตัวเองพุ่งกระโดดดำดิ่งลงเข้าไปในท้องของมัน แต่ดูเหมือนสติของเขาจะเลือนหายดำดิ่งมืดลง และเมื่อกระแสน้ำเย็นปลุกเขาตื่นจากความมืด เมื่อลืมตาขึ้นมา เขาก็พบเพียงโครงของเจ้างูยักษ์ที่ถูกชำแหละลอยมาอยู่ข้างเขา มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก แต่เขายังคงไม่ยอมแพ้ Olaf ตั้งใจออกเดินทางเพื่อล่าพวกสัตว์ร้ายในตำนานทุกชนิดที่มีเขี้ยวเล็บ โดยหวังว่าการต่อสู้ครั้งต่อไปจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับชีวิตของเขา ทุกครั้งที่เขาพุ่งเข้าหาความตายที่ปรารถนา เมื่อเขาเริ่มอยู่ใกล้กับริมผาแห่งความตาย จิตวิญญาณของเขาก็จะถูกครอบงำด้วยความบ้าคลั่ง Olaf จึงตั้งข้อสรุปว่า ไม่มีสัตว์ร้ายตนใดมอบความตายดั่งนักรบตามที่เขาปรารถนาได้ เขาจึงมองหาทางออกอื่น เขาจึงออกเดินทางไปหาชนเผ่าที่น่ากลัวที่สุดของ Freljord เมื่อถึงค่ายของชนเผ่า Winter's Claw เขาจึงไม่รอช้าเข้าท้าทายเพื่อต่อสู้ทันที ทำให้ Sejuani ปรากฏตัวขึ้นตามคำท้าทายของเขา ด้วยความมุทะลุของ Olaf มันทำให้เขาไม่ได้รับความปราณีอย่างแน่นอน เธอสั่งการให้ทหารทั้งหมดเข้าจัดการกับ Olaf ที่แสนอวดดี แต่ทว่าไม่มีใครล้มเขาได้เลย ทหารล้มลงไปแล้วคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งทำให้เขาสูญเสียสติ และเข้าสู่โหมดบ้าเลือดอีกครั้ง เขาบุกตะลุยตัดผ่านทางเข้าหาผู้นำของเผ่า Winter's Claw ได้อย่างง่ายดาย เกิดการปะทะกันระหว่าง Olaf และ Sejuani ทำให้น้ำแข็งบริเวณนั้นสั่นไหวไปพร้อมกับจังหวะของการต่อสู้ และเขาดูเหมือนจะหยุดตัวเองไว้ไม่ได้แล้ว Sejuani สู้กับเจ้าคนเถื่อนจนกว่าจะมีคนหยุดหายใจไปข้างหนึ่ง จนเมื่อการต่อสู้ถึงจุดวิกฤต ความเจิดจรัสของ Sejuani ได้ส่องผ่านเข้าไปถึงสถานที่ที่ไม่มีอาวุธไหนสามารถไปถึงได้ มันแทรกเข้าไปยังความมืดในใจของนักรบคลั่ง มันทำให้ความคลั่งของเขาลดลง พอที่จะทำให้เขารู้สึกตัวบ้าง Sejuani ยื่นข้อเสนอให้เขา เธอสาบานว่าเธอจะมอบความตายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายแห่งนักรบให้กับเขา เพียงแค่เขายอมให้เธอยืมมือเพื่อพิชิตดินแดนแห่งนี้ Olaf จึงตกปากรับคำ และสาบานเช่นกันว่า เขาคนนี้แหละ ที่จะจารึกตำนานแห่ง Freljord ด้วยตัวของเขาเอง ''เมื่อเจ้าได้พบกับบรรพบุรุษ อย่าลืมบอกบอกพวกเขาล่ะว่า Olaf ส่งเจ้ามา'' -- Olaf

    Read More
  • Orianna

    the Lady of Clockwork

    ครั้งหนึ่งมีชาวเมืองของ Piltover นามว่า Corin Reveck ผู้ซึ่งมีบุตรสาวนามว่า Orianna เขารักบุตรสาวคนนี้มากกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ Orianna มีความสามารถในการเต้นรำที่ยอดมาก เธอทำให้เหล่าแชมป์เปี้ยนใน League ตกตะลึงด้วยการเต้นรำของเธอ และด้วยการเต้นรำนี้ทำให้เธอมีชื่อเสียง เธอจึงเริ่มที่จะฝึกฝนเพื่อที่จะเป็นแชมป์เปี้ยน แต่ช่างเป็นเรื่องที่โหดร้าย Orianna ผู้ไร้เดียงสา ต้องมาถึงฆาตด้วยอุบัติเหตุที่ไม่ทันได้คาดคิด ความตายของ Orianna ส่งผลโดยตรงกับ Colin ซึ่งภายหลังจากที่ Orianna เสียชีวิตไป เขาก็เอาแต่หมกหมุ่นอยู่กับจักรกลเวทมนตร์ เขาไม่สามารถอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีลูกสาวข้างกายเขา Colin จึงตัดสินใจที่จะสร้างสิ่งที่จะมาแทนที่ลูกสาวของเขา สิ่งที่จะทำให้ความฝันของลูกสาวของเขานั้นเป็นจริง นั่นคือการเข้าร่วมใน League สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาก็คือเครื่องจักรสังหารซึ่ง Colin ได้ตั้งชื่อหุ่นตัวนี้ตามชื่อลูกสาวของเขานั่นคือ Orianna นั่นเอง Colin มองเห็นอนาคตล่วงหน้าว่าเธอจะต้องเป็นแชมป์เปี้ยน เขาจึงได้ออกแบบและสร้างลูกบอลขึ้นมาให้เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและเป็นทั้งผู้พิทักษ์ของเธอ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ใช้พลังของจักรกลเวทมนตร์หลาย ๆ แบบ โดยเน้นหนักไปที่พลังงานของไฟฟ้ามากกว่าพลังของจักรกล Orianna และลูกบอลของเธอ เข้าร่วมต่อสู้ในฐานะแชมป์เปี้ยนใน League of Legends การใช้เธอในสงคราม บางครั้งมันอาจจะดูเหมือนผิดศีลธรรม เธอตั้งใจเป็นอย่างมากเพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้คนรอบ ๆ ตัวเธอ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน Orianna ก็ไม่สามารถเป็นมนุษย์ได้อยู่ดี เธอเหมือนครึ่งคนครึ่งตัวประหลาดก็ไม่ปาน แม้ว่าเธอจะพยายามเข้าสังคมกับแชมป์เปี้ยนคนอื่น ๆ ใน League of Legends มันก็ยังมีน้อยคนนักที่ยอมรับในตัวเธอ หลาย ๆ คนมองว่าเธอเป็นเพียงแค่เครื่องจักรที่ไม่มีวิญาณเท่านั้น แต่ถึงแม้จะอันตราย หรือร้ายกาจมากมายเพียงใดก็ตาม แต่เธอก็ยังเป็นลูกสาวที่สมบูรณ์แบบในสายตาของพ่อของเธอเสมอ ''เต้นกับฉัน สัตว์เลี้ยงของฉัน จงมาเต้นไปกับฉันจนกว่าจะถูกลืม''

    Read More
  • Pantheon

    the Artisan of War

    ภายใต้เมฆสีครามบนยอดเขา Targon ยังมีชนเผ่าที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ ซึ่งรู้จักในนามว่าชนเผ่า Rakkor ชนเผ่านี้เทิดทูนในการสงคราม พวกเขาจดจำเหตุการณ์ที่เกิดในสงครามแห่งอักขระได้ และรู้ด้วยว่า สงคราม League of Legends นี้ จะทำให้พวกเขารุ่งโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าสมาชิกของเผ่านี้เกิดและฝึกฝนขึ้นมาเพื่อเป็นนักรบที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง พวกเขาชอบที่จะสู้รบกับทั้งกองทัพ Demacia และกองทัพ Noxus โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่มีจำนวนน้อยกว่า อย่างเช่น 10 ต่อ 1 นักรบแห่ง Rakkor ถูกฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือเปล่า ศิลปะการต่อสู้หลากชนิด และรวมไปถึงการฝึกใช้อาวุธประจำเผ่าด้วย การฝึกฝนนี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นคล้ายกับมรดก พวกเขาเป็นนักรบที่มีชีวิต เปรียบตัวเองได้ดั่งอาวุธ พวกเขาได้เดินทางเข้าสู่ League of Legends โดยพวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมโดยใช้นามว่า Pantheon นักรบผู้แข็งแกร่งผู้นี้ คือเพชรเม็ดงามของประชาชนของเขา การมีตัวตนของนักรบผู้นี้มันเหมือนการสดุดีของศิลปะในการรบอย่างแน่นอน Pantheon พบว่าประชาชนใน Valoran กำลังจัดตั้งองค์กรเพื่อแทนที่การทำสงคราม นั่นก็คือองค์กร League ที่ซึ่งจะอัญเชิญแชมป์เปี้ยนทั้งหลายมาต่อสู้กันในสนามรบ ซึ่งนั่นรวมไปถึงแชมป์เปี้ยนของ Rakkor ด้วย Pantheon จึงเข้าสู่สงคราม League เพื่อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของชนเผ่าของเขา และสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เขาต้องการให้โลกรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นนักรบที่แท้จริง เขาไม่สนใจว่าเขาจะต้องสู้กับใคร และไม่สนใจว่าใครจะชื่นชอบ หรือสดุดีเขาในฐานะแชมป์เปี้ยน เพราะเขามีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้เท่านั้น ตราบใดที่ Pantheon ยังคงหายใจอยู่ เขาก็ยังกระหายที่จะจัดการกับกลุ่มของศัตรูต่อไป ''ข้าหวังว่า พวกมันจะมีกองหนุนมากกว่านี้นะ'' -- Pantheon กล่าว ในขณะที่ยืนท่ามกลางซากศพของกองทัพ Noxus

    Read More
  • Poppy

    the Iron Ambassador

    ในขณะที่เด็กสาวชาว Yordle คนอื่น ๆ ยุ่งอยู่กับการเล่น เขย่ง-ก้าว-กระโดด และร้อยมงกุฎดอกไม้ แต่ทว่า Poppy ใช้ช่วงเวลาวัยเด็กของเธอไปกับหนังมือที่หยาบด้าน และเนื้อตัวเปื้อนน้ำมันอยู่ที่ร้านตีเหล็กของ Blomgrun ผู้เป็นพ่อของเธอ ในอดีต Blomgrun คือช่างตีเหล็กฝีมือดีที่สุดแห่งนครรัฐ Bandle City สิ่งเดียวที่ Blomgrun รักมากเท่ากับผลงานของเขา ก็คือผู้เป็นลูกสาว Poppy ซึ่งสามารถเห็นได้จากชื่อของเธอ ที่ถูกตั้งขึ้นมาจากเสียงแตกอย่างมีชีวิตชีวาของประกายไฟในเตาหลอมเหล็กที่ไม่เคยมอดดับ Blomgrun ภาคภูมิใจในตัวลูกสาวของเขาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่วันแรกที่เธอสามารถหยิบค้อนตีเหล็กแสนรักของเขาที่ชื่อว่า Whomper ขึ้นมาได้สำเร็จ Poppy เรียนรู้ศิลปะการตีเหล็กได้อย่างรวดเร็ว เธอแสดงพรสวรรค์ในการตีเหล็กให้เห็นอย่างเด่นชัด และเป็นการตอบแทนให้กับพ่อ ผู้ที่คอยขัดเกลาสั่งสอนเธอมาด้วยความทุ่มเท วันหนึ่ง นายพล Florin Berell แห่ง Demacia ได้มอบหมายให้ Blomgrun สร้างหมวกเหล็กที่สวยที่สุดจนไม่สามารถหาอะไรมาเทียบได้ขึ้นมา Blomgrun ทุ่มเทอย่างหนักให้กับงานในครั้งนี้ และตั้งใจที่จะมอบงานที่ดีที่สุดให้กับนายพล Florin ซึ่งในการทำงานครั้งนี้ เขายังได้มอบความไว้วางใจให้ Poppy เป็นคนติดตั้งอัญมณีเม็ดงาม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดลงบนหมวกเหล็กอีกด้วย เมื่อที่หมวกเหล็กเสร็จสมบูรณ์ ทั้งคู่จึงออกเดินทางด้วยกันไปยังประเทศ Demacia เพื่อส่งมอบหมวกเหล็กใบนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม ข่าวเกี่ยวกับการขนย้ายหมวกเหล็กได้เล็ดลอดไปถึงองค์กร The Noxian High Command และนักฆ่าชาว Noxus สองคน ได้ถูกรับมอบหมายให้ไปขัดขวางการขนส่งหมวกเหล็กแทบจะในทันที เมื่อขบวนขนส่งถูกจู่โจม Blomgrun จึงยื้อนักฆ่าทั้งสอง เพื่อถ่วงเวลาให้ Poppy หนีไปพร้อมกับหมวกเหล็กอันทรงค่าได้สำเร็จ ซึ่งในช่วงขณะที่ Blomgrun กำลังถูกฆ่า Poppy ได้แต่หลบมองจากในพุ่มไม้อย่างไร้หนทาง แทนที่ Poppy จะหนีกลับบ้าน เธอตัดสินใจเดินทางต่อไปยังประเทศ Demacia และสามารถส่งมอบหมวกเหล็กให้กับนายพล Florin ด้วยตัวของเธอเอง เธอปฏิเสธเงินค่าจ้างที่มอบให้ โดยให้เหตุผลว่า เงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตของพ่อของเธอได้ และขอมอบหมวกเหล็กนี้ให้เป็นของขวัญ เพื่อเป็นเกียรติแก่ความตั้งใจสุดท้ายของพ่อของเธอ นายพล Florin เห็นความตั้งใจแน่วแน่ที่ถูกบดบังด้วยน้ำตาในดวงตาของ Poppy เขาจึงขอร้องให้ผู้นำของนครรัฐ Bandle City แต่งตั้ง Poppy เป็นทูตเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างนครรัฐ Bandle City และประเทศ Demacia เข้าด้วยกัน หลังจากนั้นไม่นาน Poppy จึงตัดสินใจที่จะเข้าร่วม League of Legends เพื่อขยี้ประเทศ Noxus ด้วยค้อนตีเหล็กของพ่อของเธอ Poppy อาจจะตัวเล็ก แต่ Whomper และความตั้งใจของเธอ ไม่ได้เล็กตาม

    Read More
  • Quinn

    Demacia's Wings

    Quinn และ Valor เป็นหน่วยจู่โจมที่ยอดเยี่ยม และเป็นคู่หูที่ดีที่สุด พวกเขาใช้หน้าไม้และกรงเล็บเป็นอาวุธ พวกเขารับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของประเทศที่ต้องเสี่ยงตายภายใต้ดินแดนของศัตรู โดยการจัดการสังหารเหล่าทหารลาดตระเวณชายแดน ในสถานที่ที่มักจะเกิดการโจมตีปะทะกันอย่างรุนแรง ขนาดที่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ในระหว่างที่พวกเขาอยู่บนสนามรบ สายสัมพันธ์ของทั้งคู่แข็งแกร่งมาก พวกเขามีวิธีการต่อสู้ โดยทำให้เหล่าศัตรูตาบอด แล้วยิงลูกธนูจำนวนมากมายเข้าใส่จนพรุน ก่อนที่เหล่าศัตรูจะรู้ว่าพวกเขากำลังสู้อยู่กับใคร หรืออะไรกันแน่ 1 หรือ 2 จำนวนเท่าไร? และแน่นอน พวกเขาเป็นคู่หูที่เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Demacia เมื่อครั้งที่ Quinn ยังเยาว์วัย เธอเป็นเพียงเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ชอบผจญภัยไปในโลกกว้าง เดินทางไปพร้อมกับพี่ชายฝาแฝดของเธอ พวกเขาใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะได้เป็นอัศวินนักรบผู้กล้าหาญที่อยู่อย่างสงบและเรียบง่ายในชนบทของ Demacia พวกเขามักจะจินตนาการไปถึงการสู้รบและความภาคภูมิใจจากชัยชนะในสนามรบ จากดินแดนอันไกลโพ้น ไขว่คว้าแสวงหาชื่อเสียงแด่องค์ราชัน และกำจัดผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของ Demacia ให้สิ้นซาก เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป โลกของความเป็นจริงไม่สามารถตอบสนองจิตวิญญาณนักรบที่เป็นความฝันของพวกเขาได้ พวกเขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญ เดินทางลงเรือออกไปตามหาความฝันเพื่อผจญภัยอันตรายที่แท้จริง และหนึ่งในการสำรวจครั้งนี้เองได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่พวกเขาไม่เคยคาดฝันขึ้น Quinn ได้สูญเสียพี่ชายของเธอไป ความโศกเศร้าในความสูญเสียครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ และเธอจึงละทิ้งความฝันลงในตอนนั้นเอง วันหนึ่ง วันที่เป็นวันครบรอบวันตายของพี่ชายของเธอ เธอรวบรวมความกล้าขึ้นมาใหม่ และออกเดินทางเพื่อไปยังสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ เหล่านั้น ณ ที่นั่นเอง เธอได้พบกับนกเหยี่ยวแห่ง Demacia นอนบาดเจ็บอยู่ใกล้ ๆ กับหลุมศพของพี่ชายเธอ นกเหยี่ยวตัวนั้นเป็นเหยี่ยวที่มีสีสันงดงาม และหายากมาก เพราะมันใกล้สูญพันธุ์เต็มที Quinn ได้พามันกลับมารักษาพยาบาลจนหายดี ทั้งสองชีวิตเติบโตมาด้วยกัน จนเกิดความผูกพันธ์ เธอได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างในเหยี่ยวตัวนี้ ที่มีบางอย่างคล้าย ๆ กับพี่ชายของเธอ ในเวลาต่อมา เธอจึงตั้งชื่อให้แก่เหยี่ยวตัวนี้ มันจึงได้ชื่อใหม่ว่า Valor ความผูกพันธ์ของทั้งสองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดความฝันอันยิ่งใหญ่ของเธอ ก็กลับคืนมาอีกครั้ง เหล่าทหารของ Demacia ไม่เคยเจออัศวินแบบ Quinn และ Valor มาก่อน ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขานั้นสูงมาก จนทำให้พวกเขาได้รับเลื่อนตำแหน่งไปได้ไกลกว่านักสู้ที่เข้ามาในรุ่นเดียวกันมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายคนที่ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเด็กสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่กับนกเหยี่ยวคู่กายสุดแข็งแกร่ง เธอมีความคิดเช่นไรถึงมาสมัครเป็นทหาร Quinn และ Valor ได้พิสูจน์ตัวเองในงานใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย โดยการไล่ล่าจับตัวนักฆ่าแห่ง Noxus ที่สามารถหลบหนีกองพันทหารแห่ง Demacia ไปได้ และเมื่อ Quinn และ Valor สามารถนำตัวมารับโทษได้สำเร็จ พวกเขาก็ได้รับความชื่นชม และความเคารพรักจากคนในประเทศเป็นอย่างมาก Quinn และ Valor เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง และความพยายามแห่ง Demacia ''เหล่าทหารส่วนใหญ่มักจะไว้วางใจในอาวุธของตน แต่น้อยคนนักที่จะไว้วางใจซึ่งกันและกัน'' -- Quinn

    Read More
  • Rammus

    the Armordillo

    เรื่องลึกลับต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว Rammus มีเยอะแยะมากมาย จนก่อกําเนิดเป็นคําถามต่าง ๆ ว่า สิ่งมีชีวิตธรรมดาจากทะเลทรายที่จู่ ๆ ก็สามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้อย่างไร? ชุดเกราะที่เขาชอบนํามาโม้นั้น เขาประดิษฐ์มันได้อย่างไร? ในขณะที่เขาเดินทางข้ามทะเลทราย Shuriman เขากําลังค้นหาอะไรอยู่? มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนเลยก็คือ การที่ใครก็ตามพยายามเข้ามาหยุด Rammus ให้ได้นั้น เป็นการกระทําของคนโง่เขลา

    Read More
  • Rek'Sai

    the Void Burrower

    เธอมีร่างกายขนาดใหญ่โต และดุร้ายมากที่สุดในสายพันธุ์ของเธอ Rek'Sai เป็นนักล่าที่สุดแสนเลือดเย็น ที่ใช้การขุดอุโมงค์ผ่านผืนดินเข้าลอบทำร้าย สังหารและกัดกินเหยื่อของเธอ ความหิวที่ไม่รู้จักพอของเธอได้เข้าทำลายอาณาจักร Shuriman ที่เคยยิ่งใหญ่ เหล่าพ่อค้า กับขบวนคาราวานเดินทางพร้อมอาวุธ ก็ยังต้องเดินทางอ้อมหลายร้อยไมล์ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตรายแห่งนี้ แม้กระทั่งกองโจรที่ฉลาดแกมโกง ก็ใช้วิธีล่อลวงอริที่ไม่ระมัดระวังตัวให้เข้ามายังพื้นที่สังหารของเธอ เมื่อ Rek'Sai ล่วงรู้ถึงคุณ โชคชะตาของคุณจะถูกปิดผนึก ไร้ซึ่งความหวังในการหลบหนี เธอคือความตายที่ขึ้นมาจากมาจากใต้ผืนทราย

    Read More
  • Renekton

    the Butcher of the Sands

    เมื่อก่อน Renekton ตอนเคยเป็นผู้รักษาประตูที่จงรักภักดีของเมือง Shurima โบราณ แต่หลายศตวรรษนับตั้งแต่หมดยุคของอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง เขาถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำจิตใจ ทำให้ในตอนนี้ เขาเป็นยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานที่มีอารมณ์เดือดพล่าน ที่คอยจ้องจะฆ่า Nasus ผู้เป็นพี่ชายที่ตำหนิเรื่องสภาพจิตของเขาในขณะนี้

    Read More
  • Rengar

    the Pridestalker

    บนทุกกำแพงในถ้ำของนักล่าของสะสมที่มีนามว่า Rengar นั้น เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ เขาสัตว์ และหัวกะโหลก ที่เขาล่ามาได้จากสัตว์ร้ายต่าง ๆ ใน Valoran แม้ว่าเขาจะสะสมของได้จำนวนมากมายเหลือล้น แต่สิ่งเหล่านั้น มันก็ยังไม่ทำให้เขารู้สึกพอใจเลยแม้แต่นิดเดียว เขายังคงตามหาความท้าทายที่มากยิ่งขึ้น เขาทุ่มเทเวลาไปกับการล่า ศึกษาเกี่ยวกับเหยื่อ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่เขายังไม่เคยปราบได้ Rengar เติบโตมา โดยที่เขาไม่เคยรู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงของตนเองเลย แต่ทว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาด้วย ผู้ที่ถูกขนานนามว่านักล่าในตำนาน เขาเป็นลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมมาก เขาตั้งใจในการเรียนรู้บทเรียนต่าง ๆ จากพ่อของเขาเสมอ และปรับปรุงให้มันเข้ากับลักษณะที่ดุร้ายของเขา ในช่วงก่อนที่แผงคอของเขาจะเติบโตอย่างเต็มที่นั้น Rengar เริ่มต้นประกาศอาณาเขตของตนเอง โดยที่เขาจะทำการวางกะโหลกของเหยื่อที่เขาล่าได้ไว้ในพื้นที่รอบ ๆ อาณาเขตของเขา เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนให้แก่ผู้ที่จะมารุกรานอาณาเขตของเขา เขาคิดว่าการกระทำแบบนี้ จะทำให้เขาปกครองอาณาเขตได้อย่างไม่มีปัญหา และมันน่าจะเป็นไปตามความตั้งใจของเขา แต่กลับกลายเป็นว่า มันทำให้เขาต้องรู้สึกกระสับกระส่ายแทน ไม่มีสัตว์ตัวใดที่จะกล้าเข้ามาท้าทายเขา เขาไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่งพอที่จะช่วยพลักดันขีดจำกัดของตัวเขา มันทำให้สัญชาตญาณของเขาจางหายไป เขากลัวว่าจะไม่เหลือความท้าทายใด ๆ ให้เขาได้สัมผัส กลัวว่าจะไม่ได้สัมผัสความตื่นเต้นของการล่าอีก ในช่วงที่เขากำลังสิ้นหวังนั้น เขาก็ได้พบกับสัตว์ประหลาด ที่เขาไม่รู้จัก มันดูแปลกประหลาดมาก ดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาว มันไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้ ประกอบกับการที่เขากำลังเบื่อกับการจับกินสัตว์เดิม ๆ ที่หลงทางเข้ามาในอาณาเขต เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เริ่มต้นการล่าอีกครั้ง Rengar เข้าซุ่ม เพื่อดักโจมตีสัตว์ประหลาดตัวนั้นอย่างรวดเร็ว มันร้ายกาจกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยล่ามา การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ Rengar ต้องเสียดวงตาของเขาไปข้างหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสลดมาก มันทำลายความภาคภูมิใจของเขา เขาไม่เคยพลาดท่าในการล่ามาก่อน และที่แย่ที่สุดคือ เขาบาดเจ็บจนต้องถอย ในช่วงวันต่อมา อาการของเขาอยู่ในระหว่างความเป็นกับความตาย บาดแผลของเขาย่ำแย่มาก แต่ในใจลึก ๆ เขากลับรู้สึกมีความสุข เขาจะได้เริ่มต้นการล่าอีกครั้ง ถ้าหากยังมีสัตว์ที่แข็งแกร่งดำรงอยู่บนโลก เขาจะตามหาพวกมัน และเขาจะได้ตามล่ามัน เพื่อจะได้สะสมกะโหลกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นสัตว์ประหลาด หรืออะไรก็ตาม เขาต้องตามล่ามันให้สำเร็จให้ได้ เขาได้ทำการจัดเตรียมพื้นที่บนกำแพงในด้านที่ใหญ่ที่สุดของถ้ำไว้ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับวางกะโหลกของเจ้าสัตว์ประหลาด เขาสาบานว่า เขาจะต้องตามล่ามันให้สำเร็จ เพื่อนำมันมาเป็นของสะสมของเขาให้จงได้ ''หากเหยื่ออ่อนแอ เจ้าก็จะอยู่รอด หากเหยื่อแข็งแกร่ง เจ้าถึงจะรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่'' -- Rengar

    Read More
  • Riven

    the Exile

    ที่ประเทศ Noxus พลเมืองไม่ว่าจะมาจากไหน จะเพศอะไร หรือมีตำแหน่งหน้าที่ในสังคมชั้นไหน ก็สามารถที่จะกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจได้ทั้งสิ้น ตราบเท่าที่พลเมืองคนนั้นแข็งแกร่งมากพอ ความทุ่มเท บวกกับความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อวิสัยทัศน์ที่กล่าวไปข้างต้นนี่เอง ทำให้ Riven มีความมุ่งมั่นเพื่อไปสู่ความเป็นหนึ่งให้จงได้ Riven แสดงความสามารถทางทหารออกมาให้เห็นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยการบังคับให้ตัวเองฝึกฝนจนเคยชินกับน้ำหนักของดาบยาวได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เธอก็พึ่งจะมีความสูงพอ ๆ กับดาบเล่มนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและมีความสามารถสูงมาก แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเธอนั้น มาจากความมั่นใจของตัวเธอเอง เธอเดินทางเข้าสู่สนามรบโดยที่ไม่มีความลังเลใดติดค้างอยู่ในจิตใจ เธอสามารถลงดาบได้โดยไม่ต้องมีการหยุดคิดเรื่องศีลธรรมความถูกต้อง และเธอไม่กลัวความตาย Riven คือผู้นำท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมอุดมคติ อีกทั้งยังถูกยกย่องให้เป็นเสมือนตัวแทนจิตวิญญาณของชาว Noxus อีกด้วย Riven มีความโหยหาในความแข็งแกร่งอยู่มากเป็นพิเศษ จน The Noxian High Command มอบดาบที่ปลุกเสกตามวิถีเวทมนตร์ของชาว Noxus ซึ่งถูกตีขึ้นมาจากหินเวทมนตร์สีดำให้แก่เธอเป็นรางวัลตอบแทนแก่ความทะเยอทะยานของเธอนั่นเอง ดาบเล่มนี้มีความกว้างพอ ๆ กับ Kite Shield แต่มีน้ำหนักที่มากกว่า นับได้ว่าเป็นอาวุธที่เหมาะสมกับรสนิยมของ Riven อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด หลังจากนั้นไม่นานนัก เธอก็ถูกสั่งให้เข้าร่วมกับกองทัพของ Noxus เพื่อให้ไปบุกประเทศ Ionia ในตอนแรกเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการทำสงคราม แต่มันกลับกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเวลาอันรวดเร็ว เหล่าทหารชาว Noxus ติดตามเครื่องจักรทางสงครามอันน่ากลัวอย่างทหารรับจ้างชาว Zaun ไปบนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความตาย สงครามดูเหมือนจะไม่ใช่การต่อสู้อันน่ายกย่องสรรเสริญอย่างที่ Riven ได้ถูกฝึกให้เชื่อมาตลอด เพราะยิ่งรุกรานประเทศ Ionia ไปยาวนานเท่าไหร่ ความเป็นจริงที่ว่า สังคมของชาว Ionia ได้ถูกทำลายไปจนหมดแล้วและคงไม่มีทางที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก ก็ยิ่งแสดงให้ Riven เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในสงครามครั้งนั้น Riven เป็นผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ลงมือทำภารกิจตามคำสั่งของเหล่าผู้บังคับบัญชาของเธอ ซึ่งภารกิจที่ว่าก็คือ กำจัดศัตรูที่บาดเจ็บที่ยังหลงเหลืออยู่ให้หมดสิ้น ซึ่งพยายามปลูกฝังให้ Riven มีอคติเกลียดชาว Ionia อย่างไม่มีเหตุผล ถึงกระนั้น ในที่สุดหน่วยของ Riven ก็พลาดท่าตกอยู่ในวงล้อมของทหารชาว Ionia เข้าจนได้ หน่วยของ Riven ได้ทำการเรียกกำลังเสริม ในขณะที่เหล่าศัตรูที่ล้อมรอบเธออยู่ก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ Riven ได้รับ มันไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอคาดคิดเอาไว้ สิ่งที่หน่วยของเธอได้รับไม่ใช่กองกำลังทหาร แต่เป็นลูกปืนใหญ่ที่มีสารเคมีอันตรายอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งมี Singed นักเคมีชาว Zaun เป็นผู้ยิง ทุก ๆ คนรอบตัวของ Riven ไม่ว่าจะเป็นทหารชาว Ionia หรือชาว Noxus จึงตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์อันน่าสยดสยองในครั้งนั้น ถึงแม้ Riven จะมีความสามารถมากพอที่จะหนีออกจากจุดระเบิดได้ แต่ความทรงจำของเหตุการณ์นั้น คงไม่มีทางลบเลือนไปได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจาก Riven ถูกนับว่าเป็นทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่โดยประเทศ Noxus ไปแล้ว เธอจึงถือโอกาสนี้หันหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอทำลายดาบที่ได้รับมอบมาให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมทั้งยังตัดพันธนาการจากอดีตที่เธอมีทั้งหมด เธอเนรเทศตัวเองออกมาแล้วผันตัวไปเป็นคนเร่ร่อน ซึ่งในตอนนี้ Riven กำลังค้นหาทางที่จะแก้ไข และหนทางที่จะกลับไปรับใช้จิตวิญญาณที่แท้จริงของประเทศ Noxus ที่เธอเคยเชื่อมั่นเหมือนในอดีต ''บนโลกนี้ยังมีสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ระหว่างคำว่า 'สงคราม' กับคำว่า 'ฆาตรกรรม' ซึ่งเป็นที่ที่เหล่าปีศาจในตัวของเราทุกคนอาศัยอยู่''

    Read More
  • Rumble

    the Mechanized Menace

    Rumble นั้นเปรียบเหมือนนกน้อยในป่าใหญ่ ท่ามกลางเหล่า Yordle อยู่เสมอ เพราะเช่นนั้น เขาจึงถูกรังแกอยู่เป็นประจำ เพื่อความอยู่รอด เขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง ให้กลายเป็นคนที่ชอบหาเรื่อง และเจ้าเล่ห์กว่าเพื่อนคนอื่น ๆ Rumble ได้กลายเป็นคนที่ใจร้อน และมีชื่อเสียงเรื่องการชอบเอาคืน ไม่ว่าใครจะทำอะไรไว้กับเขาก็ตาม ถึงแม้ว่านิสัยแบบนี้จะทำให้เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบางครั้ง แต่เขาก็ไม่ใส่ใจมากนัก Rumble ชอบการบัดกรี และชอบนำสิ่งของหรือกลไกต่าง ๆ ที่ถูกทิ้งอยู่ตามสถานที่ทิ้งขยะมารวมกัน ซึ่งเป็นการแสดงถึงศักยภาพในด้านช่างกลของเขา อาจารย์ของเขาจึงแนะนำให้ไปสมัครเข้าเรียนที่สถาบัน The Yordle Academy of Science and Progress ที่นครรัฐ Piltover ที่ที่รวบรวมเทคนิคทางจักรกลและเวทมนตร์เข้าด้วยกัน และเขาอาจจะเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของ Heimerdinger แต่นั่นทำให้เขาปฏิเสธ เพราะเขาเชื่อว่า Heimerdinger และเหล่าผู้ช่วยนั้น เป็นพวกขายชาติ โดยการมอบเทคโนโลยีของชาว Yordle ให้แก่มนุษย์ เพียงเพื่อแลกกับคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่เหล่า Yordle นั้น ยังคงเป็นตัวตลกของมนุษย์เช่นเดิม ครั้งหนึ่ง กลุ่มมนุษย์ผู้สำเร็จการศึกษาจาก The Yordle Academy ล่องเรือไปที่ Bandle City สถานที่ที่อาจารย์ของพวกเขาเกิดและเติบโต Rumble ไม่สามารถที่จะห้ามใจตัวเองได้ เขาจึงไปพบหน้ากับเหล่ามนุษย์กลุ่มนั้น เจตนาของเขามีเพียงแค่อยากจะเห็นมนุษย์ตัวเป็น ๆ ด้วยตาของเขาเองเท่านั้น แต่หลังจากพบคำพูดหลาย ๆ คำ ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงที่ผ่านไป Rumble ต้องกลับมานั่งช้ำใจ เมื่อได้รู้ว่า ในสายตาของคนอื่น เขานั้นเปรียบเหมือนกับความอับอาย เมื่อเปรียบเทียบกับอัจฉริยะชาว Yordle อย่าง Heimerdinger เช้าวันต่อมา Rumble จึงตัดสินใจเดินทางออกจาก Bandle City โดยไม่บอกใคร และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีก เป็นเวลายาวนานหลายเดือน เมื่อ Rumble ได้กลับมาที่ Bandle City อีกครั้ง เขานั่งอยู่บนเครื่องจักรประหลาด เขาบังคับเครื่องจักรให้เดินไปที่กลางตัวเมือง ท่ามกลางผู้คนที่กำลังพูดอะไรไม่ออก และประกาศว่า เขาจะเข้าร่วมแข่งขัน League of Legends เพื่อแสดงให้โลกได้รับรู้ถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยีที่ชาว Yordle สร้างขึ้น โดยไม่ต้องหลบอยู่ข้างหลังชนชาติอื่นอีกต่อไป ''ฮึ... นี่คงต้องใช้เวลาตลอดชีวิต เพื่อที่จะขัดใบหน้าของนายให้หายออกไปจากหุ่นของฉัน!'' -- Rumble กล่าว

    Read More
  • Ryze

    the Rogue Mage

    มีคนหลายคนบนแผ่นดิน Runeterra ที่สนใจในการศึกษาเกี่ยวกับเวทมนตร์ หรือจักรกลเวทมนตร์ หลายๆคนเลือกที่จะศึกษาสิ่งเหล่านี้ ผ่านหลักสูตรของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่สำหรับ Ryze เขาไม่ชอบการศึกษาในแผนเก่าๆ อย่างการเรียนในโรงเรียน เขามีความรู้สึกผูกพันกับเวทมนตร์ใน Runeterra มากกว่าคนที่พยายามจะสอนเขาเสียอีก ตอนช่วงวัยรุ่น Ryze ทำการศึกษาเวทมนตร์ด้วยตนเอง โดยการออกเดินทางตามหาสิ่งที่ร้องเรียกเขา นั่นคือเวทมนตร์นั่นเอง Ryze ออกเดินทางไปยังโลกกว้างเพื่อค้นหานักปราชญ์, แม่มด หรือแม้ระทั่งหมอผี ใครก็ได้ที่จะสามารถแบ่งปันวิชา หรือประสบการณ์นอกเหนือจากที่สอนในเมือง Valoran ได้ และเมื่อเขาได้เล่าเรียนสิ่งเหล่านี้จนหมด Ryze จึงเริ่มหาหนทาง ที่จะศึกษาเวทมนตร์ต้องห้าม, เวทมนตร์ที่หายไป หรือเวทมนตร์ที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายไปแตะต้อง การเดินทางค้นหาเวทมนตร์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของ Ryze ทำให้เขาได้พบกับเวทมนตร์โบราณที่มีชื่อว่า Thorn การจะใช้เวทมนตร์นี้ Ryze ต้องทำการสักอักขระเวทมนตร์ลงบนตัวของเขา อยู่เป็นการถาวร ซึ่งมันก็ช่วยเติมเต็มความต้องการของ Ryze ที่ต้องการจะเรียนรู้เวทมนตร์ลึกลับในแผ่นดิน Runeterra ได้เป็นอย่างดี และการเดินทางครั้งนี้ยังทำให้ Ryze ค้นพบม้วนคัมภีร์ลึกลับขนาดใหญ่ ที่ภายในบันทึกความลับเกี่ยวกับเวทมนตร์ลึกลับ ซึ่งมีเพียงแต่ Ryze เท่านั้นที่รู้ Ryze บอกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เขาจึงจำเป็นต้องรักษามันไว้เพื่อให้โลกปลอดภัยจากมัน ซึ่งข่าวๆนี้ก็ไปกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของพวกโจร หรือพวกนักเวทย์ แต่พวกเขานั้นไม่รู้วิธีที่จะแย่งม้วนคัมภีร์นี้มาจาก Ryze หรืออีกนัยนึงก็คือพวกเขาไม่รู้ว่าจะแย่งชิงสิ่งนั้นจากนักเวทย์ผู้เก่งกาจคนนี้ได้อย่างไร หลังจากนั้นเป็นต้นมา Ryze ได้ตัดสินใจเข้าร่วม League of Legends เพื่อที่จะศึกษาเวทมนตร์ และพบกับนักสู้ที่ต่อสู้กันใน League เพื่อเติมเต็มความรู้ของเขาบนแผ่นดิน Runeterra ต่อไป ''Ryze ไม่ใช่นักเวทย์ธรรมดา แต่เขาเป็นคนเริ่มสร้างเวทมนตร์ด้วยตนเองได้เรียบร้อยแล้ว'' -สมาชิกสภาสูง Heywan Relivash กล่าว

    Read More
  • Sejuani

    the Winter's Wrath

    Sejuani นั้นเติบโตขึ้นมาอยู่บนรากฐานแห่งความยากลำบาก และถูกเลี้ยงดูมาด้วยความป่าเถื่อนที่คนอื่นยอมจำนนต่อความเกรี้ยวกราดของ Freljord เธอต้องเติบโตมาโดยทนอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จนกระทั่งความเจ็บปวดเปลี่ยนมาเป็นพลัง ความหิวโหยเปลี่ยนเป็นความกล้าหาญ และความเหน็บหนาวเปลี่ยนมาเป็นมิตรซึ่งมีไว้กำจัดผู้อ่อนแอ จากความทรมานที่เธอได้รับ เธอเรียนรู้ว่าสำหรับอาณาเขตที่เป็นหน้าหนาวอย่างไม่มีวันที่สิ้นสุดแห่งนี้ การจะทำให้อาณาจักรรุ่งโรจน์เติบโตขึ้นมา จะต้องมีใครคนหนึ่งที่ต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศอันหนาวเย็นและไม่ยอมแพ้ ในสายตาของ Sejuani ลูกน้องของเธอมีความกล้าหาญมากพอที่จะเลือกระหว่าง อดทน หรือตาย ในครั้งที่เธอเสียทีให้กับ Freljord เธอก็จะรู้ว่าใครที่อยู่รอดมาได้บ้าง คนเหล่านั้นแหละ ที่เป็นกำลังสำคัญที่กอบกู้อาณาจักร และจะสร้างประเทศที่รุ่งโรจน์ ช่วงชีวิตในวัยเด็กของเธอนั้น เธออาศัยอยู่กับชนเผ่า Winter's Claw ที่นั่นหัวหน้าของชนเผ่า Winter's Claw ได้แต่เฝ้ามองดูคนในชนเผ่าของเธอลดน้อยลงเรื่อย ๆ อากาศหนาวเย็นและความอดอยากได้คร่าชีวิตไปจากพวกเขา แต่เธอก็คือคนเดียวในบรรดาเหล่าพี่น้องที่อยู่รอดได้จนถึงอายุ 10 ขวบ การเหลือตัวคนเดียวของ Sejuani ทำให้เธอคิดว่าเธอเองก็คงต้องตายด้วยความความทุกข์ยากเช่นเดียวกัน ยิ่งนานวันเธอก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง เธอได้ขอคำปรึกษาจากเหล่าผู้วิเศษในเผ่าของเธอ แต่เหล่าผู้วิเศษไม่สามารถทำนายถึงความตายของ Sejuani ได้เลย แต่กลับกัน พวกเขาเห็นว่าในอนาคตสักวันหนึ่ง Sejuani จะเป็นผู้ที่จะพิชิตสงคราม และสามารถรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ของ Freljord เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ความมุ่งมั่นเข้าห่อหุ้มโชคชะตาของเธอ Sejuani ได้ผลักดันตัวเธอเองอย่างสุดขั้ว โดยที่ถ้าเป็นคนอื่นคงจะไม่รอด แต่คงมีแต่เธอเท่านั้นที่สามารถทำได้ เธอออกเดินทางฝ่าเข้าไปพายุหิมะโดยปราศจากอาหารและเสื้อผ้าขนสัตว์ แล้วทำการฝึกฝนในขณะที่ลมหนาวปะทะเนื้อหนังของเธอ เธอเข้าต่อสู้กับนักรบที่เก่งที่สุดในเผ่าของเธอ วันแล้ววันเล่า พวกเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนกระทั่งขาของเธอก้าวไม่ออก จนในที่สุด เธอก็ได้การยอมรับจากชนเผ่าของเธอ Sejuani สั่งการให้นักรบของเธอทำตามที่เธอแนะนำ ภายใต้กฎของเธอเอง และชนเผ่าก็เติบโตแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในที่สุดแล้วก็มีการยื่นข้อเสนอแห่งสันติ ซึ่งมันดีกว่าการทำสงคราม แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นสงครามของ Sejuani ในวันแรกของฤดูหนาว ราชทูตจากเผ่าของ Ashe เดินทางมาถึงค่ายทหารของ Sejuani พร้อมกับนำของขวัญมาฝาก มันเป็นเมล็ดพืชจาก Avarosan มันเป็นสิ่งที่บอกถึงเจตนาของ Ashe อย่างชัดเจน เธอต้องการจะบอก Sejuani ว่าถ้าหาก Sejuani ยินยอมเข้าร่วมกับเผ่าเธอ จะทำให้เผ่า Winter's Claw ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป แต่สำหรับ Sejuani แล้ว ของขวัญนี้ถือเป็นการดูถูกเธอเป็นอย่างมาก เธอมองว่าคนในเผ่าของ Ashe นั้นมีแต่คนที่เอวบางร่างน้อย และมีแต่คนต้องการทำฟาร์ม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ แทนที่จะทำสงคราม และนี้คือคำสบประมาทที่เธอมอบให้พวกเขา Sejuani ให้คนของเธอล้อมวงเข้ามา และจุดไฟเผาเมล็ดพืชเหล่านั้น และเธอได้ป่าวประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ข้อเสนออันความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของ Ashe นั้น จะนำมาซึ่งความอ่อนแอเท่านั้น แล้วหลังจากนั้น เธอก็ปลดของทุกอย่างออกจากเหล่าทูต และก็ส่งพวกเขาเหล่านั้นกลับมา พร้อมยังนำข้อความติดฝากมาด้วย ''Winter's Claw จะขอพิสูจน์ให้ Avarosan ได้เห็น โลกนี้จะมีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะอยู่รอดใน Freljord ได้'' หลังจากที่เผาเมล็ดพืชทั้งหมด Sejuani ก็ขึ้นขี่สัตว์คู่ใจ และหันหลังออกมาพร้อมกับรับรู้ถึงหนึ่งในบทเรียนอันความเจ็บปวดที่จะตามมา ''ข้าถูกขัดเกลาด้วยน้ำแข็ง เติบโตท่ามกลางพายุ แกร่งขึ้นด้วยความหนาวเย็น'' -- Sejuani

    Read More
  • Shaco

    the Demon Jester

    หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าความตายไม่ใช่เรื่องตลก แต่ไม่ใช่กับ Shaco ประวัติของ Shaco เริ่มต้นขึ้นจากการที่เขาเป็นชาว Valoran ที่ใช้มุขตลกเป็นอาวุธ เขาจะเล่าเรื่องขำขันจนมีใครตาย หลังจากนั้นเขาก็จะหัวเราะ การกระทำของเขาแบบนั้น ทำให้เขาได้รับฉายาว่าปีศาจตัวตลก ข้อมูลที่มาเกี่ยวกับ Shaco นั้นแสนที่จะลึกลับ ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหน และมาด้วยจุดประสงค์อะไร หลายคนเชื่อว่าเขามาจากนอก Runeterra โดยถูกอัญเชิญมาจากโลกที่บิดเบี้ยวและมืดมิด ขณะที่บางคนก็เชื่อว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่โดนปีศาจสิง และอีกหลาย ๆ อย่างที่หาเหตุผลไม่ได้ ความเชื่อที่ดูแล้วน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ Shaco เป็นนักฆ่าที่ถูกจ้างมา เขาจะอยู่กับเครื่องมือที่แปลกประหลาดของเขา จนกว่าเขาจะถูกเรียกใช้ Shaco ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขานั้นมีไหวพริบในการหลบหนี หรือซ่อนตัวจากผู้คนที่ต้องการตามหา หรือตามจับเขามาลงโทษ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน Shaco ก็ยังคงลอยนวลต่อไป ไม่ว่าความเป็นจริงในประวัติของ Shaco จะเป็นอย่างไร แต่ Shaco ก็ตัดสินใจเข้าร่วมใน League of Legends โดยเหตุผลในการเข้าร่วมนั้น ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ทราบ เขาเป็นสัญลักษณ์ของความน่าสะพรึงกลัวโดยแท้จริง ขนาดที่แชมป์เปี้ยนและกลุ่มสื่อคนอื่น ๆ ยังเกรงกลัวเขา มีเพียงเหล่าซัมมอนเนอร์เท่านั้น ที่รู้ว่า ทำไมตัวประหลาดเช่นนี้จึงมาอยู่ใน League ได้ แต่ที่ไม่ต้องสงสัยเลยคือ Shaco จะเป็นที่นิยมกับเหล่าซัมมอนเนอร์ที่โหยหาซึ่งพลัง ดังเช่นซัมมอนเนอร์จาก Zaun และ Noxus อย่างแน่นอน ถ้าคุณบอกเขาถึงสิ่งที่คุณจะทำ คุณจะต้องพลาดตอนสำคัญอย่างแน่นอน

    Read More
  • Shen

    Eye of Twilight

    ในประเทศ Ionia นั้น ยังมีองค์กรใต้ดินโบราณที่มีหน้าที่ในการช่วยควบคุมสมดุลต่าง ๆ(ความเป็นระเบียบ ความวุ่นวาย แสงสว่าง หรือแม้แต่ความมืด) ให้อยู่ในความเรียบร้อยเสมอ โดยสมดุลทั้งหลายที่กล่าวมานั้นจักต้องดำเนินไปในทิศทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งมันเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติของจักรวาล..องค์กรแห่งนี้มีชื่อว่า Kinkou ซึ่งในองค์กรแห่งนี้ได้ทำการแต่งตั้งนักรบเงาสามคนเพื่อเป็นตัวแทนของสำนักในการทำหน้าที่รักษาสมดุลของโลก และ Shen ก็เป็นหนึ่งในนักรบเงานี้เอง ทางสำนักไว้ใจให้ Shen ให้ทำหน้าที่ ''เฝ้าดูดวงดารา'' ซึ่งหมายถึงว่า การใช้คำพิพากษาที่ปราศจากความลำเอียงในการตัดสินศัตรูนั่นเอง Shen เกิดในตระกูลที่สมาชิกของครอบครัวทุกคน ต่างก็ทำหน้าที่สืบทอดตำแหน่งสำคัญ ๆ ในสำนัก Kinkou แบบรุ่นต่อรุ่น ซึ่งสำหรับ Shen แล้ว เขาได้ทำการฝึกฝนตลอดชีวิตเพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่งเนตรสนธยา ซึ่งในตำแหน่งนี้คือตำแหน่งของผู้ที่ใช้ดุลยพินิจของตนเองแบบไร้อคติในการตัดสินว่าเขาควรจะทำอะไร เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสมดุลภาพของโลก Runeterra สำหรับการทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนได้รับตำแหน่งเนตรสนธยานั้น Shen จำต้องเข้ารับพิธี Takanu ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่พ่อของ Shen จะต้องถูกทรมาณต่อหน้าต่อตาของเขา เพื่อที่จะทดสอบความหนักแน่นในการตัดสินใจ ถ้าหาก Shen แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ก็ตาม เขาจะถูกตัดสิทธิ์ในทันที ตลอดเวลาของพิธีกรรม Shen ไม่ได้เบนสายตาไปจากพ่อของเขา และไม่กระพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในฐานะของเนตรสนธยาแล้ว Shen ต้องทำการตัดสินใจในสถานการณ์ลำบาก ที่มักจะทำให้ความรู้สึกของคนธรรมดาทั่วไปต้องหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เขาจึงต้องลบอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกให้หมดไปจากกระบวนการคิดแก้ปัญหา เพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง ทุกวันนี้ Shen ทำงานร่วมกับ Akali และ Kennen ในการรักษาความสมดุลให้กับแผ่นดิน Valoran และด้วยหน้าที่นี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในที่สุดแล้ว นักรบทั้งสามคนก็จะถูกชักนำมายัง Fields of Justice จนได้ ''เนตรสนธยา คือดวงตาที่มองไม่เห็นความสิ้นหวังของเหยื่อ... มันจะเห็นได้ก็แต่ความสง่างามของสมดุลยภาพของโลกเท่านั้น''

    Read More
  • Shyvana

    the Half-Dragon

    ลูกครึ่งเลือดผสม ที่เป็นการผสมกันระหว่าง มนุษย์และมังกร Shyvana ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของเธอ การต่อสู้ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงให้เธอกลายเป็นนักรบที่บ้าคลั่ง และใครก็ตามที่กล้าเข้ามาต่อสู้กับเธอ พวกเขาจะต้องพบกับอสูรกายคลั่งที่หลับไหลซ่อนอยู่ภายในตัวเธอ เหล่ามังกรทั้งหลาย ต่างมอง Shyvana ว่าเป็นสายเลือดที่ไม่บริสุทธิ์และน่าชิงชัง และช่วงเวลาในวัยเยาว์ของเธอ เธอต้องถูกมังกรโฉดตัวหนึ่งคอยตามล่าอย่างไม่หยุดหย่อน การไล่ล่าดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพียงเพราะเธอและพ่อของเธอเป็นมังกรที่ไม่ถูกยอมรับจากสังคมของชนเผ่ามังกร พวกเธอไม่เคยรู้จักคำว่าบ้าน ช่างโหดร้ายนัก ที่เธอต้องดำเนินการต่อสู้ที่นับครั้งไม่ถ้วน เธอเติบโตมาท่ามกลางความเกลียดชังและความป่าเถื่อน เวลาผ่านมานานปีแล้วปีเล่า การหลบหนีการตามล่าที่ไม่หยุดหย่อนยังคงดำเนินต่อไป จนในที่สุด พ่อของเธอก็พลาดท่าให้กับมังกรตัวอื่น แต่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขายังสามารถทิ้งบาดแผลสาหัสไว้ที่ศัตรูได้เช่นกัน ด้วยความโมโหพร้อมกับความเศร้าโศก Shyvana ไล่ตามฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเธอไป ซึ่งเขาหนีขึ้นไปทางเหนือเพื่อฟื้นฟูตัวเอง ที่นั่นเองเธอจึงได้พบกับกลุ่มของมนุษย์ที่กำลังตามรอยมังกรตัวเดียวกันนี้อยู่ ในขณะที่เหล่าทหารมองเธอด้วยความหวาดกลัว แต่ผู้นำของพวกเขากลับเดินเข้ามาหา Shyvana ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร พร้อมกับแนะนำตนเองว่าเขาชื่อ Jarvan IV องค์ชายแห่งอาณาจักร Demacia และยื่นข้อเสนอกับเธอ เพื่อที่จะช่วย Shyvana ล้างแค้น พวกเขาจึงร่วมมือกันเผชิญหน้า และปราบเจ้ามังกรที่ชั่วร้ายที่เป็นผู้สังหารพ่อของเธอ Shyvana ไม่ได้คาดหวังเลยว่า มนุษย์จะช่วยในการต่อสู้กับมันได้ แต่ในขณะที่ต่อสู้ เสียงเปลวไฟ และเหล็กกระทบกัน Jarvan และเหล่าทหารหาญเข้าร่วมมือต่อสู้ ด้วยพลังที่แข็งแกร่ง จนเธอไม่อยากเชื่อเลยว่า มนุษย์จะมีพลังมากพอ จนสามารถควบคุมการต่อสู้ครั้งนี้ได้ จนเมื่อเหล่าทหารหาญได้โอกาสเหมาะ จึงร่วมมือกันทำให้มังกรเสียจังหวะล้มลง Shyvana จึงเข้าจู่โจมครั้งสุดท้าย โจมตีไปที่หัวใจของเจ้ามังกร ทำให้สิ้นลมหายใจในทันที หลังจากการต่อสู้จบลง Jarvan เห็นถึงความสามารถอันแข็งแกร่งของเธอ เขาจึงยื่นข้อเสนอกับเธออีกครั้ง เพื่อให้เธอเข้ารับตำแหน่งราชองค์รักษ์ประจำตัวเขา จนถึงตอนนี้ Shyvana ยังเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของเหล่าทหาร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลายาวนานเหลือเกินที่เธอไม่มีบ้านที่แท้จริงเพื่อพักอาศัย ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจที่จะเชื่อคำของ Jarvan เธอจึงตอบรับข้อเสนอของเขา และในตอนนี้เธอจึงเป็นนักรบของ Demacia เหล่าทหารพันธมิตรต่างยอมรับในพลังของเธอ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้เธอนัก Shyvana มีความมุ่งมั่นที่จะตอบแทนในความกรุณาของเจ้าชายด้วยพลังแห่งมังกรที่อยู่ในตัวเธอ แต่ความมุ่งมั่นนั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ความหวาดกลัวของเหล่ามนุษย์หายไป ''ข้าพิสูจน์พลังกับเหล่ามังกรมาแล้ว เพียงแค่เหล่ามนุษย์ จะมาท้าทายอะไรกับข้า?'' -- Shyvana

    Read More
  • Singed

    the Mad Chemist

    Singed สืบเชื้อสายมาจากตระกูลนักเคมีชื่อดังในเมือง Zaun ในช่วงที่เขายังวัยรุ่น ความสามารถในการผสมยาของเขาล้ำหน้าเกินเพื่อนนักเคมีของเขาไปหลายขุมแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าเขาจะถูกเรียกให้มาฝึกงานกับ Warwick เภสัชกรจอมชั่วร้าย ผู้ร่ำรวยจากการรับจ้างผสมยาให้กับกองกำลัง Noxus ในช่วงที่รบกับ Ionia ซึ่งเมื่ออยู่ภายในห้องแล็บ Singed ทำงานหนักอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เขาซึมซับความรู้จาก Warwick อาจารย์ของเขาได้อย่างรวดเร็ว Singed มีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความรู้ในการทำลายล้าง และความตายที่มันกำลังเริ่มผลิดอกออกผล วันหนึ่งอาจารย์ของเขาได้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าจากคำสาปและจากไป ความกระหายที่อยู่ในตัว Singed ได้ตื่นขึ้น เขาอยากที่จะผันตัวเองจากเด็กฝึกงานไปเป็นนักประดิษฐ์ และเขาพร้อมที่จะแสดงความสามารถของเขา โดยเขาจะได้นำยาที่เขาผลิตนั้น ไปใช้กับทัพหน้าของ Ionia ด้วยความกระหายในความก้าวหน้าของเขานั้น ในขณะที่ตัวอย่างที่เหมาะสมที่ใช้ในการทดลองมีไม่พอ เขาจึงใช้ร่างกายของเขาเองเป็นตัวทดลองยาแทน และเมื่อองค์กร League of Legends ได้จัดตั้งขึ้นบนโลก Singed ได้เดินทางมายังสถาบันแห่งสงคราม เพื่อที่จะแสดงผลงานที่เขาภาคภูมิใจให้โลกได้ประจักษ์ ในช่วงเวลานั้น เขายังคงเป็นมนุษย์อยู่ แต่ร่างกายของเขานั้นถูกทำลาย และทำให้มีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องมือที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง รอยแผลไฟไหม้เป็นพัน ๆ ที่เกิดมาจากอุบัติเหตุในการทดลอง ซึ่งส่งผลให้ประสาทของเขาตายด้าน ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น มีพลังมากขึ้น พร้อมทั้งอาวุธที่น่ากลัว สิ่งเหล่านี้ ทำให้เขากลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่จะเป็นภัยคุกคามบน Fields of Justice อย่างไม่ต้องสงสัย ''ด้วยสารเคมีแห่งความตายนี้ จะทำให้ทุกคนรู้จัก ผู้ที่ชุบเลี้ยงข้ามาอย่างแน่นอน!'' -- Singed กล่าวขณะตั้งชื่อให้สารกระตุ้นที่เขาสร้าง

    Read More
  • Sion

    The Undead Juggernaut

    เลือด กลิ่นมัน ต้องการ ปวดหัว ข้าต้องการมัน! ใกล้แล้ว พวกมันมาแล้ว ไม่มีโซ่ล่าม? อิสระ! ฆ่าาา! ถึงแล้ว นั่นแหละ! ตาย! ตาย! ไปเสียแล้ว เร็วเหลือเกิน ไม่สู้เลย มากกว่านี้ ข้าต้องการ.... มากกว่านี้ เสียง? ไม่คุ้นเลย ข้าเห็นเขา ท่านนายพลสูงสุด ท่านนายพล เขาชี้นำ ข้าทำตาม เดินแถว ไปที่ไหน? ข้าควรรู้ แต่ข้านึกไม่ออก เลือดเต็มไปหมด มันสำคัญหรือ? Noxus ชนะ แล้วที่เหลือล่ะ? เรื่องเล็กน้อย นานแล้วนะ... กับรสชาติชัยชนะล่าสุดของข้า สงคราม...เครื่องโยนหิน ส่งเสียงดัง กรงขัง งานพิธีกรรมไร้สาระ การรอคอย บ้าคลั่ง เร็วเข้า เจ้าสุนัข! นั่น ธงของพวก Demacia กำแพงของพวกมัน พวกขี้ขลาด ประตูของพวกมันต้องเละ ข้าคิดว่าคงสังหารหมู่พวกมันได้ง่าย ๆ ใครเป็นคนสั่งให้หยุด? ไม่มีใครตอบ หน้าตาไม่คุ้น ถ้าข้าจำไม่ได้ ก็ไม่มีประวัติ กรงเปิดแล้ว ในที่สุด! ไม่ต้องรออีกต่อไป ลุย! เครื่องยิงกับลูกศร? อาวุธของเด็กน้อย! กำแพงของพวกมันช่วยปกป้องมันไม่ได้หรอก! ข้าสามารถรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวของพวกมัน พวกมันหลบทุกครั้งที่ที่กำบังแตกกระจาย เร็ว ๆ นี้แหละ! เสียงกลองของพวก Noxus เสียงกรีดร้องของพวก Demacia ความทรงเกียรตินั้นไม่ได้อยู่กับรางวัล ความทรงเกียรติคือเลือดอุ่น ๆ ในมือ! นี่แหละชีวิต! กว่าพันศพที่อยู่ใต้เท้าข้า และบ้านของพวก Demacia รอบข้างถูกเผาไหม้ นี่มันจบเร็วเกินไปแล้ว! ข้ายังต้องการอีก... เจ้าผู้ชายที่จ้องมองอยู่ตรงนั้น ข้าเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของมัน ถ้าพวกมันขลาดกลัวที่มองชัยชนะ ข้าก็จะควักลูกตามันออกมา แววตาของท่านนายพลสูงสุดไร้ซึ่งความหวาดกลัว เพียงอนุญาต เขาก็จะได้เพลิดเพลินไปกับชัยชนะในครั้งนี้ ในการเดินสำรวจพื้นที่กับนายพลสูงสุด สำรวจการฆาตกรรมหมู่ ข้าก็พบศัตรูที่เหลืออีกคน มันเดินโซเซ ดูเหมือนขาจะบาดเจ็บจากการสู้รบงั้นรึ? ถ้ามันทำให้เขาเจ็บปวด เขาก็ไม่ควรจะแสดงมันออกมา ให้เหมือนชาว Noxus ที่แท้จริง ข้าไม่ชอบสัตว์เลี้ยงของมันเลย คิดดูซิ มันมีแต่ความตายที่ไม่ได้อะไรเลย สุนัขสงครามของมันดูน่าจะเหมาะสมกับสังคมของมันดี Demacia จะตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราเร็ว ๆ นี้ ข้ารู้สึกได้ ข้าพร้อมแล้ว ท่านนายพลสูงสุดกำชับอย่างมากในตอนที่ข้าพักผ่อน แล้วในเมื่อศัตรูยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะพักผ่อนได้ยังไง? ทำไมเราต้องเริ่มจากตรงนี้? การรอคอยมันกัดกร่อนข้า ข้าเหลือแค่อุปกรณ์ของตนเอง นาฬิการูปนก มันดูไม่มั่นคงเท่าไร มีใครเหลืออีกนะ ข้าจะบดขยี้มัน ความเหนื่อยล้าเข้ามารึ ข้าไม่เคยรู้สึก... เหนื่อย Boram? นั่นเจ้ารึ? กระซิบอะไรน่ะ? ฉันอยู่ที่ไหน? ถูกจับ? กรงเล็ก ๆ ยังกับของสุนัข เกิดขึ้นได้ยังไง? นอกจากนี้... การต่อสู้ การทำลายป้อม ผลพวงของความเงียบสงบ เรากำลังซุ่มโจมตี? ข้านึกไม่ออก ข้าบาดเจ็บ ข้ารู้สึกได้ถึงรอยขาดบนร่าง... แต่มันไม่เจ็บปวด พวกมันคิดว่าข้าตายแล้ว แล้วตอนนี้ข้าควรตอบแทนพวกมัน ชะตากรรมที่น่าหัวเราะ ข้าจะไม่ถูกขังอยู่ในกรง! พวกมันต้องเสียใจที่ปล่อยให้ข้ารอด เจ้าพวกหนอนชาว Demacia! พวกมันก็แค่นกแก้วพูดได้ แต่มันก็แย่เหมือนกันหมด ที่นี่มันในหลุม พวกมันไม่นำอาหาร ไม่ทรมาน พวกมันไม่ทำอะไรกับข้าเลย ข้าเหลือแต่เพียงความเน่าเปื่อย ข้ายังจำช่วงเวลาที่ดีที่สุดของข้าได้ ข้าจับคอกษัตริย์ของพวกมันยกเอาไว้ และรับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจจนถึงครั้งสุดท้ายของมันผ่านทางมือที่จับมันไว้แน่น ข้าจำไม่ได้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น หรือนี่คือการแก้แค้นของแก Jarvan? ข้าได้ยินเสียงเดินขบวนฉลองชัย เสียงรองเท้าบูทกระทบกับหิน เสียงเบา ๆ ผ่านทางกำแพง จังหวะกลองของชาว Noxus ข้าจะต้องเป็นอิสระ เลือดของพวก Demacia จะต้องไหลรินเต็มท้องถนน! ไม่มีใครมาเลย ข้าไม่ได้ยินเสียงของการต่อสู้ อย่าถอย นี่ข้าคิดไปเองหรือ? ความเจ็บปวดหายไปแล้วในตอนนี้ ข้าพึ่งสังเกตเห็นรองเท้าเหล็กของพวกมัน มันก็แค่ก้อนสนิม ขาข้าหายไปตั้งแต่เมื่อไร? ข้ายังได้กลิ่นเลือดอยู่ การต่อสู้ มันจะนำมาซึ่งความสุข กระวนกระวายกับความหิว ข้าไม่อาจหลับได้ เวลาคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า ช่างเหนื่อยจริง อีกนานขนาดไหน? มืดมาก หลุมนี้ ข้าจำได้ ท่านนายพลสูงสุด ท่านกำลังกระซิบ มันคืออะไร? ไม่ใช่คนที่ข้าคิด กำลังหายไป ต้องไม่ลืม ข้อความ จดจำ ''SION ระวังอีกา'' ปล่อยข้าาา! เลือดดด...

    Read More
  • Sivir

    the Battle Mistress

    Sivir เป็นผู้ที่รู้จักกันดีในฉายา the Battle Mistress เธอเป็นนักรบสาวรับจ้างที่มีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยม ด้วยความทะเยอทะยานอันไม่สิ้นสุด รวมกับความกล้าหาญที่ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด Sivir ได้สั่งสมชื่อเสียงและโชคชะตามามากมาย อยู่กับการเปิดเผยสิ่งที่สืบทอดกันมาจากยุคเก่า Sivir ต้องตัดสินใจเลือกความปรารถนาของตนเองเพื่อไปตามเส้นทางของตนเองต่อ หรือยอมรับภาระสำหรับมรดกจากโลกเก่าอันแสนมหาศาล

    Read More
  • Skarner

    the Crystal Vanguard

    Skarner ยอดนักล่าที่มีความสามารถอันน่าสะพรึงกลัว เขามีรูปร่างเหมือนผลึกเทอะทะ ซึ่งขัดแย้งกับความแม่นยําในการคํานวณของเขา ผู้ที่ได้เห็นเขาโผล่ขึ้นมาจากใต้ผืนทรายได้เห็นความจริง จนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาสามารถจัดการกับเหยื่อด้วยสติปัญญา เจตจํานง และโทสะ ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าสิ่งที่สิ่งมีชีวิตที่ไร้ความปราณีนี้กำลังปกป้องสิ่งใดอยู่

    Read More
  • Sona

    Maven of the Strings

    Sona ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเลย เธอถูกทิ้งไว้ที่หน้าประตูของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในประเทศ Ionia ตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ โดยที่ข้าง ๆ ตัวเธอนั้น มีเครื่องดนตรีโบราณ ที่ถูกเก็บในกล่องอันสวยสดงดงามวางอยู่ข้างกับ Sona เธอเป็นเด็กที่มีความประพฤติดีมากจนน่าทึ่ง เธอมักจะอยู่เงียบ ๆ และพอใจในสิ่งที่ตนเองมี เนื่องจากลักษณะนิสัยที่ดี พี่เลี้ยงทั้งหลายจึงมั่นใจว่า Sona จะต้องมีคนรับไปเลี้ยงในเร็ววันอย่างแน่นอน แต่ในภายหลังจากนั้น พวกเขากลับพบว่า เบื้องหลังความอ่อนโยนและจิตใจดีแบบผิดปกตินั้น จริง ๆ แล้วเป็นเพราะ Sona ไม่สามารถที่จะพูด หรือเปล่งเสียงใด ๆ เพื่อให้แสดงอารมณ์ออกมาได้ Sona จึงต้องอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จนกระทั่งเธอเติบโตเป็นวัยรุ่น ถึงกระนั้น เธอก็ได้แต่เฝ้าดูเหล่าผู้รับเลี้ยงเด็กกำพร้า เดินผ่านไปมา คนแล้วคนเล่า ซึ่งในตอนนี้เอง เหล่าพี่เลี้ยงของ Sona ได้ตัดสินใจ ขายเครื่องดนตรีประหลาดที่ถูกวางไว้ข้าง ๆ ตัว Sona เมื่อครั้งที่เธอยังเป็นทารก นำไปขายให้กับนักสะสมผู้ใจร้อนทั้งหลาย โดยพวกเขาหวังว่า เงินที่ได้มานั้น จะสามารถนำมาใช้เป็นทุน เพื่อให้ Sona ได้ออกไปทำอะไรเป็นของตัวเองได้ แต่ด้วยเพราะอะไรก็ไม่อาจทราบ เครื่องดนตรีที่ถูกขายไปแล้วนั้น กลับมาโผล่ที่หน้าสถานเด็กกำพร้าอีก หรือบางครั้งก็กลับมาหา Sona เองเสมอ ๆ ในเวลาต่อมา เรื่องราวของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ได้ไปเข้าถึงหูของเศรษฐีนีชาว Demacia ที่ชื่อว่า Lestara Buvelle ซึ่งเธอได้ออกเดินทางไปยังประเทศ Ionia ในทันทีที่ได้ทราบข่าวเรื่องนี้ เมื่อถึงที่หมาย เหล่าพี่เลี้ยงได้จัดแสดงเครื่องดนตรีชิ้นนั้นให้ Lestara เธอลุกขึ้นโดยไม่พูดไม่จา แล้วเธอจึงเริ่มต้นสำรวจสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องของ Sona และ Lestara ก็ได้ตัดสินใจรับเลี้ยง Sona ในทันทีอย่างไม่ลังเล อีกทั้งยังให้เงินบริจาคแก่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นจำนวนมาก เพื่อแลกกับเครื่องดนตรีโบราณชิ้นนั้น Lestara ช่วยแนะแนวทางให้แก่ Sona ได้ค้นพบความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เธอมีต่อเครื่องดนตรีโบราณที่ Lestara เรียกมันว่า etwahl เมื่อที่ etwahl อยู่ในมือของ Sona เสียงดนตรีที่เปล่งออกมาจากเครื่องดนตรีนั้น จะทำให้ผู้ฟังต้องหยุดนิ่ง หรือสั่นเทาอยู่เสมอ ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน Sona ได้กลายเป็นนักเล่นเครื่องดนตรีปริศนา etwahl ผู้โด่งดังไปทั่ว ตั๋วเข้าชมการแสดงของเธอนั้น ขายหมดในทุก ๆ รอบที่เธอแสดง การแสดงดนตรีของ Sona เปรียบเสมือนกับ การชักใยหัวใจของผู้ฟัง ซึ่งเธอสามารถที่จะเปลี่ยนอารมณ์ของพวกเขาได้ตามเพลงที่เล่น การแสดงของเธอนั้น ไม่จำเป็นต้องมีสมุดโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ได้ค้นพบศักยภาพในการใช้ etwahl เพื่อความรุนแรงอย่างลับ ๆ เธอสามารถที่จะใช้แรงสั่นที่เกิดขึ้นจากการดีด etwahl ตัด และเฉือนสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ เธอได้ทำการฝึกฝนศิลปะการใช้ etwahl ในด้านนี้ด้วยตัวเองจนเริ่มเชี่ยวชาญ เมื่อ Sona รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้ว เธอจึงออกเดินทางไปยังสถานที่ที่เธอสามารถแสดงการเล่นดนตรีเดี่ยวที่เหมาะสมกับเธอ เธอไปพร้อมกับ etwahl ที่ยอดที่สุด สถานที่แห่งนั้นก็คือ การแข่งขัน League of Legends ''ท่วงทำนองของเธอทำให้สะเทือนไปถึงวิญญาณ ความเงียบงันของเธอตัดร่างกายให้แยกออกจากกัน'' -- กล่าวโดย Jericho Swain หลังจากที่ดูการแสดงของ Sona เสร็จ

    Read More
  • Soraka

    the Starchild

    Soraka ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการรักษาผู้คนโดยใช้พลังแห่งดวงดาว ที่ถูกกล่าวขานถึงความอ่อนโยนของจิตใจของเธอมามากมายนัก ครั้งหนึ่ง เธอเคยเป็นชาวสวรรค์ แต่ทว่าเธอได้สละชีวิตอมตะของเธอทิ้ง และใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนเดินดินธรรมดาทั่วไป เหตุผลนั้นไม่ใช่อื่นใด Soraka มาเพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ใน Valoran จากเหล่าร้ายทั้งปวงนั่นเอง Soraka ใช้ชีวิตอยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์มาหลายทศวรรษนัก เธอใช้พลังแห่งดวงดาวที่เธอมีเพื่อรักษาเยียวยาเหล่าผู้ที่เจ็บป่วย และเพรียกหาความช่วยเหลือ ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มนาม Warwick ได้เข้ามาในป่าศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อวิงวอน Soraka ให้รักษาภรรยาที่นอนแน่นิ่งสิ้นลมหายใจอยู่ในอ้อมกอดของเขาเอง ความสิ้นหวังของเขาบีบหัวใจ Soraka เสียเหลือเกิน เธอจึงเสนอที่จะรักษาแผลในหัวใจของ Warwick ที่ต้องสูญเสียคนรัก เพราะชีวิตที่จากไป ล้วนไม่มีหนทางนำกลับคืนมาได้ แต่ด้วยความเจ็บปวดนั้นมากเกินไป Warwick จึงหนีออกจากป่าไป แม้ว่าไม่กี่วันต่อมา เขาก็กลับมาพึ่งพิง Soraka อีกครั้ง ความผูกพันธ์เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ในหัวใจของ Soraka จนกระทั่งวันหนึ่ง Warwick บอกกับ Soraka ว่าเขาพบตัวคนที่ฆ่าภรรยาของเขาแล้ว และเขาเชื่อว่าการแก้แค้นเท่านั้นที่จะเยียวยาหัวใจที่สูญเสียผู้เป็นที่รักยิ่งนี้ไปได้ และต่อให้เขาต้องตายจากไปเพราะการแก้แค้นครั้งนี้ มันก็ยังดีเสียกว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดต่อไปอีกไม่รู้นานเท่าไหร่ Soraka พยายามร้องขอ Warwick ให้หยุดความคิดนั้นเสีย ทว่าเขากลับเลือกที่จะหันหลังให้เธอ และออกจากป่าไป เสียงเพรียกของดวงดาวล้วนกล่าวเตือน Soraka ไม่ให้ตาม Warwick ไป แต่เธอตัดสินใจที่จะตามเขาไปอยู่ดี เมื่อเธอได้เยื้องกรายเข้าสู่โลกมนุษย์ครั้งแรก สิ่งที่เธอเห็นคือ Warwick ที่กำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่งอย่างอ่อนล้า เธอพยายามรักษาบาดแผลของเขา แต่ทุกครั้งที่บาดแผลของเขาหายดี คนกลุ่มนั้นกลับสร้างบาดแผลเพิ่มอีกเท่าตัว เวลานั้นเองที่ Soraka ตัดสินใจที่จะต่อสู้กับคนกลุ่มนี้เพื่อปกป้องเพื่อนของเธอ และแม้เหล่าดวงดาวจะกรีดร้องคร่ำครวญ ขอร้องให้ Soraka หยุดใช้พลังของเธอเพื่อทำร้ายผู้อื่น Soraka กลับเลือกที่จะต่อสู้อยู่ดี เธอโจมตีศัตรูด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ทันที เมื่อปะทะกับพลังที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เหล่าผู้ร้ายจึงล่าถอยไป พร้อม ๆ กับร่างของ Soraka ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง และเสียงของดวงดาวที่มิอาจได้ยินอีกต่อไป เธอกลายเป็นปุถุชน และแม้เธอจะยังรู้สึกได้ถึงพลังแห่งดวงดาวไหลเวียนในตัวเธอ แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของพวกเขา เธอพา Warwick ไปยังที่ปลอดภัย และค่อย ๆ รักษาบาดแผลของเขา หากแต่ชายผู้ที่เธอเรียกขานว่า เพื่อนรัก กลับใช้มีดสั้นแทงเธออย่างรวดเร็ว Soraka ก้มลงมองดูเลือดที่ไหลรินออกจากร่างกายของเธอ พร้อมกับความคิดที่แล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว เธอโดนหลอกเสียแล้ว ทุก ๆ อย่างที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่กลอุบายที่แยบยลเท่านั้นเอง ความอับอายที่ Soraka ทรยศต่ออำนาจของดวงดาวที่คอยพร่ำเตือนเธอ ผสมกับความโกรธเกรี้ยวก่อตัวขึ้นในจิตใจของเธอ เธอจึงใช้พลังแห่งดวงดาวพุ่งโจมตีอดีตเพื่อนรัก ทั้งเผาและสาปแช่ง Warwick อย่างโหดร้าย จนเขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และวิ่งหนีไปสุดสายตา ทิ้งไว้แต่เพียง Soraka และชีวิตใหม่ที่เธอไม่คุ้นเคย หากแต่เธอกลับรู้สึกได้ลึก ๆ ว่าพลังของเธอนั้นแกร่งกล้าขึ้น เธอพร้อมที่จะก้าวเดินไปในโลกใบนี้เยี่ยงปุถุชนธรรมดาทั่วไป พร้อมสัตย์สาบานที่จะรักษาผู้คน และปกป้องพวกเขาจากอันตรายใด ๆ ทั้งปวง ''ความโหดร้ายของคนเพียงหนึ่งคน มิอาจบิดเบือนหัวใจข้าไปจากเหล่าผู้ที่กำลังทุกข์ตรมได้'' -- Soraka

    Read More
  • Swain

    the Master Tactician

    ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของ Swain ที่เก่าที่สุดเท่าที่จะหาได้ ถูกอ้างอิงมาจากรายงานสุขภาพของโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ชาว Noxus คนหนึ่งได้จดบันทึกเอาไว้ เนื้อความของรายงานเล่าว่า วันหนึ่ง Swain เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาในตึกคนไข้ โดยไม่ร้องไห้ หรือบ่นใด ๆ ทั้งสิ้น ขาขวาของเขาหักครึ่ง และมีกระดูกทะลุออกมาจากผิวหนัง สิ่งที่เป็นที่น่าสังเกตก็คือ ที่ไหล่ของ Swain ดูเหมือนว่าจะมีนกหน้าตาบูดบึ้งเกาะติดอยู่บนไหล่ของเขาตลอดเวลา แพทย์ผู้รักษาแผลมองอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นเด็กน้อยในวัยไร้เดียงสาอย่าง Swain ตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและอายุของตัวเองอย่างเยือกเย็น ด้วยแววตาที่เฉยเมย ในขณะที่แพทย์พยายามจะขยับกระดูกหน้าแข้งและกระดูกน่องของ Swain ให้กลับเข้าที่ แม้ว่าจะได้ยินเสียงแตกร้าวของกระดูกก้องกังวาลไปทั่วห้อง ตาของ Swain ก็ยังคงอยู่นิ่ง ไม่กระพริบ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ Swain ปฏิเสธคำแนะนำของแพทย์ ในการนำเวทมนตร์เข้ามาใช้รักษาบาดแผลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด แต่ Swain กลับเรียกร้องขอแค่ไม้เท้า ก่อนที่จะเดินลากเท้าจากไป ต่อมา Swain ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในเอกสารของกองทัพประเทศ Noxus ซึ่งเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่มีข้อมูลไม่ครบสมบูรณ์ โดยปกติแล้ว เด็กพิการน่าจะถูกตีตราให้เป็นความอับอายของกองทัพแห่งประเทศ Noxus อันภาคภูมิ แต่บันทึกในเอกสารเหล่านี้กลับชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งที่ Swain ได้รับในครั้งแรกที่เขาเข้าประจำการนั้น คือตำแหน่งของนายทหารชั้นสูง นายทหารทุกนายที่เคยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ Swain ที่ยังคงรอดชีวิตอยู่ ยังคงยืนยันที่จะทำงานกับเขาต่อไป ด้วยความศรัทธาและความจงรักภักดีที่ไม่สั่นคลอน Swain ก้าวกระโดดผ่านลำดับยศขององค์กร The Noxian High Command อย่างรวดเร็ว เพราะผู้ที่มียศสูงกว่า มักจะโดนปลดยศ เพื่อให้ไปเข้าร่วมกับหน่วยที่ Swain เป็นผู้ดูแลอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ความที่ Swain เป็นนักยุทธศาสตร์ที่ฉลาดและมีไหวพริบดี ผู้ซึ่งคอยคิดวางแผนและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในสนามรบ เคียงคู่กับทหารแนวหน้าอย่างไม่เกรงกลัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เขาจะได้เลื่อนยศหลังจากที่ทำสงครามเสร็จสิ้นอย่างสม่ำเสมอ ความเฟื่องฟูของอำนาจที่ Swain ได้รับ ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเขาถูกสั่งให้หยุดทำงานในช่วงก่อนการบุกยึดประเทศ Ionia จะเกิดขึ้น คำสั่งนี้ ทำหลายคนงุนงงอย่างมาก เพราะเป็นการตัดสินใจจากเบื้องบนที่ดูไร้เหตุผล ซึ่งดูแล้วเหมือนกับว่า ใครสักคนกำลังพยายามที่จะกลั่นแกล้ง Swain เพื่อที่จะโค่นล้มตำแหน่งของเขาโดยเจตนา ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า Swain จะเสียอารมณ์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นขนาดไหน แต่ถึงกระนั้น ตัวของ Swain เองก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลย คนทั่วไปลือกันอย่างหนาหูว่า ใบหน้าที่ไร้ความอ่อนโยนของ Swain นั้น แท้จริงแล้วคือหน้ากากที่ใช้เพื่อปกปิดบางสิ่งบางอย่างที่ผิดมนุษย์มนาเอาไว้ และยังมีข่าวลืออีกเกี่ยวกับนกที่เกาะอยู่บนไหล่เขา ที่ Swain มักจะกระซิบกระซาบคุยกับเขาอยู่บ่อย ๆ เมื่อประเทศ Demacia แสดงตนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends Swain ถูกสั่งให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่เดิมในทันที ''ถึงเจ้ายังพูดได้อยู่ เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องขอให้ข้าปล่อยเจ้าหรอกนะ'' -- Swain

    Read More
  • Syndra

    the Dark Sovereign

    Syndra เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ ไม่มีอะไรที่เธอจะรักมากไปกว่าการควบคุมพลังเวทย์มหาศาลที่เธอมี วันคืนผ่านพ้นไปมากเท่าไร ความชำนาญในการควบคุมพลังเวทย์ของเธอ ก็กล้าแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และเธอก็ไม่เชื่อในเรื่องของความสมดุล หรือความยับยั้งชั่งใจใด ๆ ทั้งสิ้น Syndra มีความต้องการเพียง ควบคุมพลังของตนเองเท่านั้น ถึงแม้ว่า จะต้องทำลายล้างเจ้าหน้าที่ที่พยายามจะหยุดยั้งเธอก็ตาม ในช่วงวัยเยาว์ของเธอนั้น เธออาศัยอยู่ใน Ionia ด้วยการใช้เวทมนตร์อย่างสะเพร่าของ Syndra ทำให้เหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านเกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก พวกเขาพาเธอไปอาศัยอยู่ที่วิหารแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ทิ้งเธอไว้ให้จอมเวทย์ชราอยู่เป็นผู้ดูแลเธอ และเพื่อเป็นการเอาใจ Syndra จอมเวทย์ชราได้เล่าเรื่องราวในอดีตว่า วิหารแห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนมาก่อน และที่แห่งนี้ จะช่วยพัฒนาความสามารถให้แก่เธอ ภายใต้คำแนะนำของเขา ถึงแม้ว่าในช่วงที่เธออาศัยอยู่ที่นี่ เธอจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายตามที่เธอต้องการ แต่พลังเวทมนตร์ของ Syndra กลับไม่เพิ่มขึ้นเลย เธอสามารถรู้สึกได้ว่า มันไม่เหมือนเดิม สิ่งนี้มันช่างแตกต่างจากครั้งเมื่อในสมัยที่เธอสามารถรู้สึกได้ถึงพลังของเธอที่มันเติบโตพัฒนาเพิ่มมากขึ้นในช่วงวัยเด็ก ความคับข้องใจของเธอมากขึ้นจนทนไม่ได้ ส่งผลให้เธอไปคาดคั้นคำอธิบายกับผู้ที่สอนเธอมา แต่ความจริงที่ได้กลับมานั้น กลายเป็นว่า เขาเป็นผู้ที่ทำให้พลังเวทย์ของ Syndra ถดถอยลง เนื่องจากหวังไว้ว่า สิ่งนี้จะสอนให้เธอเรียนรู้วิธีการควบคุม และการรู้จักยับยั้งชั่งใจ เมื่อคุยกันจบ เธอรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ตราหน้าเขาว่าเป็นผู้ที่ทรยศเธอ เพราะในความสามารถของนักเวทย์แล้ว เธอเหนือกว่าเขาในทุกด้าน เธอออกคำสั่งให้เขาปลดผนึกอาคมที่คอยกดดันพลังเวทย์ของเธอไว้ จอมเวทย์ชราตั้งเงื่อนไขกลับว่า ถ้าหากเธอไม่อาจควบคุมตนเองได้ เขาจะทำให้พลังเวทย์ของ Syndra หายไปตลอดกาล ด้วยความโกรธของเธอ เธอปล่อยพลังของเธอออกมา พลังเวทย์ที่ปล่อยออกมานั้น ผลักจอมเวทย์ชราปลิวไปชนกับกำแพง ร่างกายแหลกเหลว หลังจากที่ผู้ฝึกสอนของเธอได้เสียชีวิตไป Syndra รู้สึกได้ถึงพลังของตนเองที่กำลังเอ่อล้นออกมาจากภายในร่าง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ถึงแม้ว่าเธอจะได้รับมาซึ่งอิสรภาพ แต่เธอปฏิเสธที่จะกลับไปหาสังคมเดิม สถานที่ที่พยายามคิดจะช่วงชิงพลังที่เธอหวงแหนไป Syndra ยึดที่คุมขังของเธอเอง เปลี่ยนมันเป็นที่มั่น เธอเพิ่มขีดจำกัดพลังของเธอให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เธอใช้พลังของเธอ ทำให้วิหารแห่งนั้นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ในตอนนี้ เธอมีอิสระในการค้นหาวิธีใช้พลังของตนเองอย่างเต็มที่ Syndra ตั้งเป้าไว้ว่า เธอจะต้องมีพลังอำนาจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น มากพอจะทำลายเหล่าผู้นำที่แสนโง่เขลาของ Ionia และทุกคนที่คิดจะจำกัดพลังอำนาจของเธอ ''พลังจะอยู่กับผู้ที่สามารถใช้มันได้'' -- Syndra กล่าวไว้

    Read More
  • Talon

    the Blade's Shadow

    ความทรงจำในวัยเยาว์ของ Talon เขาจำได้เพียงว่า เขาอยู่ในทางเดินใต้ดินอันมืดมิดของ Noxus พร้อมใบมีดคู่ใจ เขาไม่มีครอบครัว ไม่รู้จักความอบอุ่น หรือแม้แต่ความรัก ที่เขาจำได้คือ เสียงกระทบกันของทองที่เขาขโมยมา และยามประจำกำแพงที่วิ่งล่าเขาเป็นประจำ Talon สามารถเอาตัวรอดได้เสมอมา เพราะเขาเป็นคนมีไหวพริบดี อีกทั้งยังคล่องแคล่วว่องไว Talon หากินอยู่ในเมือง Noxus ทักษะการใช้มีดของเขา ทำให้ทางการ Noxus หมายหัวเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ทางการของ Noxus ตัดสินใจที่จะส่งนักฆ่า เพื่อออกไปตามล่าตัว Talon โดยให้ทางเลือกแก่ Talon เพียงแค่ 2 ทาง นั่นคือ จะยอมมารับใช้ Noxus หรือถูกฆ่า Talon ตอบคำถามโดยการทิ้งศพของพวกที่มาตามล่าเขา แทนคำตอบ การไล่ล่าสังหารเริ่มที่จะดุเดือดมากขึ้น และอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักฆ่าคนหนึ่งได้ดวลกับ Talon ตัวต่อตัว Talon เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และตกอยู่ภายใต้คมดาบของศัตรู ที่พร้อมจะปลิดชีวิตเขาทุกเมื่อ ทันใดนั้น นักฆ่าได้เปิดเผยโฉมของตัวเอง ที่แท้จริงเขาคือนายพล Du Couteau นั่นเอง และเหมือนเดิมท่านนายพลได้ให้ Talon เลือกว่าจะตายด้วยน้ำมือของเขา หรือว่าจะใช้ชีวิตในฐานะเจ้าหน้าที่ของ The Noxian High Command แน่นอนครั้งนี้ Talon เลือกที่จะมีชีวิตรอด แต่เขาจะยอมรับใช้แค่ท่านนายพล Du Couteau ผู้ซึ่งเอาชนะเขาได้ เพียงคนเดียวเท่านั้น Talon คอยซ่อนตัวอยู่ในความมืด และคอยปฏิบัติภารกิจลับ ที่ซึ่งนายพล Du Couteau จะมอบหมายมาให้ และในภารกิจที่เขาต้องเดินทางจากแผ่นดิน Frigid ของนคร Freljord เพื่อเดินทางไปยังส่วนในของสถานที่ต้องห้ามต่าง ๆ ในนคร Bandle และเมื่อท่านนายพลจากไป Talon ก็มีความคิดที่จะปลดปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระ แต่ว่าเขานั้น ได้รับความไว้วางใจจากท่านนายพลมายาวนานหลายปี เขาจึงตัดสินใจที่จะค้นหาท่านนายพล ด้วยความสงสัยของ Talon มันเป็นตัวนำเขามายังสถาบันสงคราม ซึ่งเป็นที่ที่นำพาเขาเข้าร่วม League of Legends เพื่อที่จะตามหาคนรับผิดชอบ คนที่ทำให้นายพล Du Couteau หายตัวไปนั่นเอง ''ปรมาจารย์แห่งมีด 3 คนของ Valoran นั้นอยู่ในบ้านของ Du Couteau มี พ่อของข้า ตัวข้า และ Talon... ท้าทายพวกข้าสิ ถ้าพวกเจ้ากล้าพอ'' -- Katarina Du Couteau กล่าว

    Read More
  • Taric

    the Gem Knight

    มีเวทมนตร์อยู่ประเภทหนึ่งที่ชาว Runeterra ทั้งหลายไม่รู้จัก และถูกดูถูกด้วยกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน เวทมนตร์นั้นก็คือ เวทมนตร์ธาตุดิน ซึ่งเป็นเวทมนตร์ที่รวบรวมพลังมาจากคริสตัลและอัญมณี Taric เป็นผู้ที่ถูกอัญเชิญมาจากโลกอันห่างไกล เขาเป็นคนเดียวบนโลก Runeterra ที่สามารถใช้เวทมนตร์ประเภทนี้ได้ ณ ที่บ้านเกิด พ่อของ Taric นั้น เป็นฮีลเลอร์ (นักเวทย์ผู้ชำนาญเวทมนตร์ ที่ใช้ในการรักษาแผลและรักษาโรคต่าง ๆ) ซึ่งเขาแตกต่างจากฮีลเลอร์คนอื่น ๆ ซึ่งทำให้ Taric สนใจติดตามผลงานของพ่อของเขาอยู่เสมอ ตั้งแต่ตอนที่อายุยังน้อย ถึงแม้ว่า Taric จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาที่ทำจากสมุนไพร พืชพรรณ หรือสัตว์ต่าง ๆ อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่พลังที่ได้มาจากอัญมณีต่างหากที่เขารู้สึกตรึงใจ และอยากที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมันให้มากที่สุด ในเวลาไม่นานนัก Taric ก็ศึกษาและอ่านตำราทั้งหมดในห้องสมุดของพ่อของเขาจนหมด เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในทางของตัวเอง เขาอยากจะช่วยเหลือผู้คน แต่เขาไม่ได้อยากที่ช่วยเหลือโดยการรักษาแผล หรือบรรเทาความเจ็บปวดแบบธรรมดาทั่วไป สิ่งที่เขาอยากจะเป็นไม่ใช่ฮีลเลอร์ แต่เขาอยากเป็น ''ผู้ปกป้อง'' เขาอยากจะใช้พลังแห่งดินคุ้มครองผู้อื่น ในเวลาต่อมา Taric ได้กลายมาเป็นอัศวินเร่ร่อน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง ในฐานะ ''ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม'' จนกระทั่งวันหนึ่ง Taric ได้ถูกเวทมนตร์อัญเชิญให้ไปที่โลก Runeterra มีอยู่บ้างบางครั้งที่ Taric จะรู้สึกสับสน อันเนื่องมาจากความไม่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง แต่ก็เป็นเพียงช่วงแรก ๆ เท่านั้น ในตอนนี้เขาก็ปรับตัวได้ และรู้สึกว่าแผ่นดิน Valoran กำลังต้องการคนอย่างเขาอยู่ ถึงแม้ว่าจะคิดถึงบ้านเกิดมากเพียงใด Taric ก็ยังคงเต็มใจที่จะทำการต่อสู้ในการแข่งขัน League of Legends เพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันให้กับทุก ๆ คน ที่กำลังต้องการคนมาปกป้อง ความสำอางค์ รูปลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมทั้งเกราะและอาวุธที่มีการประดับอัญมณีที่ส่องแสงประกายระยิบระยับ เป็นสิ่งที่ทำให้ Taric กลายเป็นแชมป์เปี้ยนที่โด่งดังดั่งเหมือนดารานักแสดง ด้วยเหตุผลบางประการ สื่อบันเทิงแห่งแผ่นดิน Valoran มักที่จะให้ความสนใจในเรื่องส่วนตัวของ Taric เป็นพิเศษ Taric เป็นผู้ที่มีมารยาทในทุก ๆ เรื่อง เขาจึงไม่เคยเกี่ยงในการตอบคำถามเรื่องเกี่ยวกับชีวิตการเป็นแชมป์เปี้ยนของเขา แต่ในขณะเดียวกัน เขาจะปิดปากมิดชิดทุกครั้ง เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่นอกเหนือการแข่งขัน League of Legends เพราะเขาต้องการความเป็นส่วนตัว พ่อของ Taric เคยสอนเอาไว้ว่า หินทุกก้อนนั้นมีความหมายต่างกัน แต่สำหรับศัตรูที่ต้องพบกับ Taric หินทุกก้อนนั้น ต่างเป็นความเดือดร้อนจริง ๆ

    Read More
  • Teemo

    the Swift Scout

    Teemo นั้นเป็นตำนานที่เล่าขานในท่ามกลางพี่น้องชาว Yordle ของเขา ในนคร Bandle ถึงแม้ Teemo นั้นจะมีความเป็นมิตร และชอบที่จะทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ๆ ของเขาก็ตาม แต่เขามักจะถูกขอร้องให้ปฏิบัติภารกิจในการป้องกันนคร Bandle คนเดียวบ่อย ๆ แม้ว่า Teemo จะเป็น Yordle ที่มีบุคลิกที่ดูอบอุ่น แต่ในเวลาสงคราม เขาสามารถที่จะปลิดชีวิตของคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ลังเล แม้กระทั่งในตอนที่ถูกเกณฑ์เข้ามาในกองทัพใหม่ ๆ เหล่าผู้สอนต่างพากันสงสัยตัว Teemo ว่าด้วยบุคลิกที่ดูใจดีเช่นนี้ อาจจะทำให้เขามีปัญหาในเวลาทำภารกิจก็เป็นได้ แต่ไม่เลย Teemo กลายเป็นคนที่ซีเรียส พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า เขามีประสิทธิภาพสูงจริง ๆ ในช่วงเวลาที่การฝึกซ้อมการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยความสามารถที่เขามี ทำให้ Teemo สามารถไต่เต้าขึ้นไปอยู่หน่วยสอดแนมของยานแม่ได้อย่างรวดเร็ว หน่วยสอดแนมเป็นหน่วยพิเศษที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วย Megling Commandos Teemo มีความสามารถอย่างมากในการปฏิบัติภารกิจคนเดียว เขามีลูกเล่นแพรวพราวในขณะที่พวก Yordle ทั่วไปไม่มี ประวัติในการปกป้องเมือง Bandle จากศัตรู ทำให้เขาเป็นตำนานที่มีชีวิตอยู่เลยทีเดียว ทางนคร Bandle ตัดสินใจที่จะส่ง Teemo ในฐานะแชมป์เปี้ยนคนแรกของนคร เข้าร่วม League และเขาก็ดูดีใจมาก ราวกับเป็ดได้ว่ายน้ำเลยทีเดียว อาวุธประจำกายของเขาคือ การเป่าลูกดอกที่มีพิษที่ร้ายแรงที่ชื่อว่า Ajunta อาบที่ลูกดอก เขาค้นพบพิษชนิดนี้ที่ป่า Kumungu ในระหว่างที่อยู่ในลีค Teemo ได้ผูกมิตรกับ Tristana ผู้ซึ่งเป็นแชมป์เปี้ยนในลีคเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในหน่วยจู่โจมพิเศษของนคร Bandle อีกด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปด้วยดี จนกระทั่งสื่อของ Valoran เริ่มตีแผ่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ว่าได้พัฒนาจากความเป็นเพื่อนเป็นความโรแมนติกแล้ว ณ ตอนนี้ Teemo ก็เป็นขวัญใจใน League of Legends เขาเป็นแชมป์เปี้ยนตัวเล็ก ที่ทุก ๆ คนต้องกลัว ''Teemo อยู่บนเส้นระหว่าง ผู้รักชาติกับนักฆ่า ไม่มีใครที่เหมาะสมที่จะเป็นเพื่อนมากกว่านี้อีกแล้ว'' -- Tristana กล่าว

    Read More
  • Thresh

    the Chain Warden

    Thresh เป็นยมทูตซาดิสต์ ผู้ที่ชอบความเพลิดเพลินไปกับการทรมานทั้งสิ่งมีชีวิตและความตาย เมื่อครั้งที่เขาเคยเป็นผู้คุมห้องขัง เขาชอบกระทำทารุณอย่างไร้ความปราณีกับนักโทษ แล้วในภายหลัง Thresh ก็ถูกแขวนประจานด้วยโซ่ของเขาเอง ด้วยน้ำมือนักโทษที่เขาเคยทรมาน ในตอนนี้ผีร้าย the Chain Warden ได้เดินทางไปทั่วดินแดน Runeterra เพื่อค้นหาเหยื่อ เขามีความสุขกับการทำลายจิตใจอย่างช้า ๆ กับเหยื่อที่มาท้าทายเขา ก่อนที่จะขังดวงวิญญาณของพวกเขาไว้ในตะเกียงเรืองแสงสีเขียวที่น่าสยดสยองของเขา

    Read More
  • Tristana

    the Yordle Gunner

    ความยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับรูปร่างและขนาดตัว ต่างถูกพิสูจน์ด้วยเจ้าตัวจิ๋ว ผู้ควงปืนใหญ่เป็นอาวุธประจำกาย ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย Tristana ปฏิเสธที่จะถอนตัวออกความท้าทายต่าง ๆ เธอได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้ระดับสุดยอดฝีมือ ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และการมองโลกในแง่ดีอย่างไร้ขอบเขต สำหรับ Trist กับปืนใหญ่ และทุกภารกิจของเธอนั้นคือโอกาสในการพิสูจน์ว่าฮีโร่ยังคงอยู่

    Read More
  • Trundle

    the Troll King

    Trundle เป็นโทรลที่ค่อนข้างจะอุ้ยอ้าย และเจ้าเล่ห์ นับเป็นตัวอันตรายได้เลยทีเดียว ไม่มีอะไรที่เขาไม่สามารถโค่นได้ และไม่มีสิ่งใดสามารถจะเปลี่ยนใจเขาได้ ด้วยกระบองน้ำแข็งยักษ์ของเขา ทำให้เขาสามารถแช่เย็นศัตรูได้ถึงภายใน และจัดการด้วยปุ่มขรุขระของเศษน้ำแข็ง ในดินแดนที่แสนโหดร้าย ใครก็ตามที่เดินหลงเข้ามาในอาณาเขตของเขา Trundle จะตามไล่ล่าจัดการทิ้ง และหัวเราะอย่างมีความสุข เมื่อเห็นเลือดของพวกมันไหลรินลงบนทุ่ง แต่ก่อน กองทัพของ Trundle นั้นเคยมีหัวหน้าเผ่าที่โง่และขี้ขลาด เมื่อพวกเขาต้องอยู่ภายใต้ผู้นำที่อ่อนแอเช่นนี้ ทำให้ Trundle กลัวว่าญาติพี่น้องของเขาจะกลายเป็นเหยื่อของโทรลกลุ่มอื่น ที่มีอยู่กระจัดกระจายเยอะแยะเต็มไปหมด เขาจึงต้องการท้าทายหัวหน้าเผ่า เพื่อที่จะหยุดสภาพอันน่าอัปยศอดสูของเผ่าในตอนนี้ Trundle จึงเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ที่โทรลปกติจะไม่ทำกัน แทนที่จะใช้กำลัง เขาก็เริ่มใช้ปัญญาของเขาแทน เขาพยายามปลุกปั้นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับหัวหน้าโทรลคนเก่า อีกทั้งยังอ้างถึงอาวุธที่แปลกประหลาด แต่ก็ทรงพลัง ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกครองที่แท้จริง ถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้เขาจะแต่งมันขึ้นมาเอง แต่มันก็ทำให้ Trundle สามารถเอาเรื่องนี้มาเดิมพันได้ เขาได้เดิมพันกับหัวหน้าเผ่าโดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าหากเขาออกไปตามหาแล้วค้นพบอาวุธที่ว่านี้ เขาจะได้กลายเป็นหัวหน้าเผ่าอย่างชอบธรรม เหล่าโทรลต่างเชื่อในตัวเขา แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำได้สำเร็จ เพราะโทรลทั่วไปมักจะอวดดีบ่อยครั้ง แล้วก็ตายไป หัวหน้าเผ่าที่แสนโง่เขลาจึงตอบตกลงเดิมพันกับ Trundle เขาจึงได้ออกเดินทางไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่แสนคุ้นเคย ถึงเขาจะต้องเดินทางคนเดียว เขาก็ไม่สะทกสะท้าน Trundle ได้เดินทางเข้าไปยังดินแดนที่ลือกันว่ามีแม่มดน้ำแข็งที่น่ากลัวอาศัยอยู่ ที่นั่นมีปฏิมากรรมของยุคโบราณอยู่มากมาย และมีภัยอันตรายซ่อนอยู่ เขาหวังว่าจะได้พบอาวุธที่จะนำมาพิสูจน์เรื่องเล่าที่เขาก่อไว้ได้ เขาบุกตะลุยปราบโค่นผู้พิทักษ์ของแม่มดน้ำแข็ง และใช้ไหวพริบในตอบโต้กับดักมนตร์ดำ แต่เขาก็ยังไม่พบอะไรที่จะนำกลับไปอธิบายให้เหล่าญาติพี่น้องเขาเลย เขาเดินทางเข้าลึกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุด เขาก็ได้พบกับของที่เขาคาดไม่ถึง เขาค้นพบกระบองเวทมนตร์ยักษ์ ซึ่งมีสภาพเป็นน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลาย เมื่อเขาคว้าอาวุธมาเขาก็ต้องประหลาดใจในความมหัศจรรย์ของกระบอง เขาสามารถรู้สึกได้ถึงพลังความเย็นที่ไหลผ่านตัวเขา แต่นั่นก็ทำให้แม่มดน้ำแข็งปรากฏกายมาด้วยความโมโห Trundle คิดว่านี่คงถึงจุดจบของเขาแล้ว ในขณะที่ Ice Witch กำลังร่ายเวทมนตร์ดำ Trundle ก็คิดแผนการออกมาได้พอดี เขาเดินยิ้มเข้าไปหา Ice Witch พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอหลอก ๆ ให้กับเธอ นั่นคือกองทัพโทรล ข้อเสนอที่เขาบอกกับเธอ มันสามารถใช้ประโยชน์ได้ ดีกว่าจะเลือกสังหารโทรลเพียงหนึ่งตัว.... เมื่อ Trundle ย้อนกลับไปถึงค่าย เหล่าพรรคพวกของเขาก็ล้อมวงเข้ามาดูความสำเร็จจากการเดินทางของเขา พวกเขาตั้งชื่อให้กับอาวุธชิ้นนี้ว่า ''Boneshiver'' เขามีความสุขเมื่อได้เห็นหน้าตามึนงงตาค้างของหัวหน้าเผ่า ด้วยความสำเร็จนี้ เขาจึงได้เข้ายึดตำแหน่งแทน เมื่อเขาได้ตำแหน่งมาเรียบร้อยแล้ว เขาก็จัดการประกาศกฎใหม่ ต่อไปนี้พวกเขาจะไม่มีระบบหัวหน้าเผ่าอีกต่อไป ต่อไปนี้จะมีเพียงกษัตริย์ของชนเผ่าโทรลเท่านั้น แล้วทุกคนก็คุกเข่าให้ เหล่าโทรลได้มีหัวหน้าคนใหม่ พวกมันเริ่มมีการไตร่ตรองกันมากขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่กำลังจะมาเยือน เมื่อที่ Trundle ออกคำสั่ง โทรลทั้งหมดก็พร้อมที่จะลุยทันที ยุคสมัยของโทรลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ''จงใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้ที่คุณไม่สามารถใช้พลังชนะได้ และจงใช้พลังกับผู้ที่คุณไม่สามารถใช้เล่ห์เหลี่ยมได้'' -- Trundle

    Read More
  • Tryndamere

    the Barbarian King

    ด้วยแรงกระตุ้นจากความโกรธเกรี้ยวและความเดือดดาลในจิตใจ Tryndamere เดินทางตัดผ่านทุ่งหิมะ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์สั่งสมวิชาด้านการต่อสู้ โดยการขอท้าชิงกับเหล่านักรบผู้เก่งกาจแห่ง Freljord มากมายหลายต่อหลายคน คนเถื่อนผู้นี้ เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อตามแก้แค้นผู้ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขาจนหมดสิ้น การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยความเกรี้ยวกราด และความหนาวเหน็บของ Freljord ทำให้นักรบหนุ่ม Tryndamere และคนในเผ่าของเขา ต้องสู้รบกับเผ่าอื่น ๆ บนดินแดนที่ขาดแคลนทรัพยากรในการดำรงชีวิต จนอยู่มาวันหนึ่ง การต่อสู้ครั้งนั้นได้ทำให้ชีวิตของเขานั้นเปลี่ยนไป ในยามราตรีอันเงียบสงัด มีกลุ่มผู้รุกรานจากเผ่าอื่นซุ่มโจมตีเผ่าของ Tryndamere บรรดานักรบผู้กล้าหาญสามารถต้านทานการโจมตีในระลอกแรกได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทันระวังตัวพร้อมจะรับมือกับร่างสีดำทะมึนที่ก้าวออกมายืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา ชายผู้นั้นฟาดฟันผู้คนอย่างโหดเหี้ยม กวัดแกว่งดาบอย่างไร้ความปราณีใส่เหล่าฝูงชน อีกทั้งยังใช้เวทมนตร์แปลกประหลาดเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง ณ ตอนนี้ คนในเผ่าของเขาต่างล้มตายกัน ไร้ซึ่งความหวังที่จะต่อกรกับสิ่งลึกลับที่อยู่ต่อหน้าพวกเขา Tryndamere เข้าต่อสู้จนหมดแรง ร่างสีดำนั้นก็ฟาดเขากระเด็นออกไปด้านข้าง Tryndamere ล้มลงพร้อมลมหายใจรวยริน ในขณะที่ไฟชีวิตกำลังจะมอดดับลง Tryndamere มองเห็นแต่ความตาย บ้านเมืองที่ถูกทำลาย ไม่มีใครหลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว เหลือเพียงเสียงกรีดร้องของความตายเท่านั้น ทำให้ Tryndamere โกรธแค้นมาก ทำให้ไม่ยอมจำนนต่อความตาย เลือดในร่างกายร้อนระอุ ความโกรธเข้าครอบงำจิตใจ ลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสองข้าง ทั้งที่เขาแทบจะถือดาบในมือไม่ได้แล้ว เขาก้าวเข้าเผชิญหน้ากับร่างสีดำนั้น ร่างสีดำนั้นกลับไม่ยกดาบขึ้นมาแม้แต่น้อย แต่มันกลับยิ้ม แล้วเดินหายเข้าไปในเงามืด นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบกับศัตรูตัวฉกาจที่ไม่อาจจะยกโทษให้ได้ ชายผู้ไร้ซึ่งบ้านและพรรคพวกในเผ่า Tryndamere ออกเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ ในดินแดน Freljord อยู่เป็นปี และสาบานว่าจะหล่อหลอมฝึกฝนร่างกายของเขาเพื่อล้างแค้นให้จงได้ ในระหว่างเดินทาง เขาได้เข้าพบกับเผ่าต่าง ๆ ในดินแดนน้ำแข็ง และท้าทายต่อสู้กับเหล่านักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่า จนกระทั่งไม่มีใครมาต่อสู้ด้วย ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงทำให้เขาสามารถขึ้นไปอยู่บนจุดสุดยอดของเหล่าบรรดาคนเถื่อน และมีความแค้นเป็นเครื่องเตือนใจเขาอยู่เสมอ ด้วยดาบที่อยู่ในมือและความโกรธแค้นชิงชังในหัวใจ ทำให้ชีวิตของเขาจะดำรงอยู่ต่อไปเพื่อรอแก้แค้นคนเดียวที่ทำลายชีวิตของเขาจนหมดสิ้น ''ความแค้นคืออาวุธของข้า'' -- Tryndamere

    Read More
  • Twisted Fate

    the Card Master

    แม้ว่าจะเกิดมาในตระกูลยิปซีที่ยากจน แต่แชมป์เปี้ยนที่ชื่อว่า Twisted Fate ก็เล่นไพ่ด้วยความสามารถในการโกง จนสามารถร่ำรวยมหาศาล Twisted Fate มักจะไปเล่นไพ่อยู่ที่บ่อนเล็ก ๆ ใต้ดิน ทั้งของ Noxus และ Demacia มีหลาย ๆ ครั้งที่เจ้ามือเกือบจะจับ Twisted Fate ได้ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็สามารถหลุดพ้นไปได้ทุกที แม้ว่าเขาจะมีโชค แต่เขาก็ไม่เคยจะสมหวังในสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นคือความสามารถที่จะใช้เวทมนตร์ Twisted Fate เข้าเรียนเกี่ยวกับการควบคุมสิ่งมีชีวิต ซึ่งคล้าย ๆ การสะกดจิต ซึ่งมันจะสามารถช่วยให้เขาสมปรารถนาได้ ที่สถาบันใน Zaun เขาอาสาเป็นตัวแทนสำหรับการรับการทดลอง Dr. Xavier Rath เป็นผู้ควบคุมการทดลอง เขาบอกกับ Twisted Fate ว่า ผลของการทดลองนี้ อาจจะทำให้คุณหลับ หรือทำให้คุณเปลี่ยนไปตลอดกาล หรือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย หรือทำให้คุณเจ็บปวด หรือแม้แต่ตาย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำเตือนใดที่ Dr. Xavier Rath บอกมา จะเลวร้ายแค่ไหน Twisted Fate ก็เคยเจอหนักกว่านี้มาแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่มีทางเปลี่ยนใจเขาได้โดยเด็ดขาด Twisted Fate เริ่มมีความหวังคล้าย ๆ กับเป็นก้าวแรกที่เขาที่จะได้เรียนรู้ในเวทมนตร์ การทดลองเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จอมโจรยิปซี หรือ Twisted Fate โมโหถึงขนาดอยากจะฆ่าคนเลยทีเดียว แต่ก่อนที่เขาจะได้จัดการทีมนักทดลองทั้งหมดนั้น เขาได้เทเลพอร์ตตัวเองออกมาเสียก่อน Twisted Fate ยิ้มอย่างมีเลศนัย และกล่าวกับตัวเองว่า เป็นอีกครั้งที่โชคของเขาพาชัยชนะมาให้ และในตอนนี้ Twisted Fate ได้นำพาโชคของเขาเข้ามายัง League of Legends เขาเป็นที่นิยมอย่างมากในเหล่าซัมมอนเนอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซัมมอนเนอร์ที่ชื่นชอบการพนัน จนถึงทุกวันนี้ Twisted Fate พยายามหลีกเลี่ยงการกลับไปทำงานร่วมกับ Dr. Rath ซึ่ง Twisted Fate รู้ดีว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่ง การเผชิญหน้ากันจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้อนาคตของตัวเอง แต่สำหรับ Twisted Fate แล้ว อนาคตของเขาอยู่ในไพ่ของเขาเอง

    Read More
  • Twitch

    the Plague Rat

    เอกสารรายงานอุบัติการณ์ H.I.V.E. การละเมิดกฎ: การฆาตกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม สถานะคดี: ยังไม่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ: Rol, P. ทีมดำเนินการเข้าตรวจสอบตามรายงานที่ได้รับ ว่ามีบุคคลต้องสงสัยก่ออาชญากรรม ทีมจึงรุดหน้าเข้าตรวจสอบพื้นที่โรงงาน ในพื้นที่ 90TZ ในสถานที่พบสิ่งผิดปกติ หลุมลึก ควันไฟ และควันพิษ สัมภาษณ์หน่วยรักษาความปลอดภัยภาคเอกชน บ่งบอกให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยภาคเอกชนที่ดีขึ้น ทางทีมเข้าสำรวจในหลุมลึก พบพิษที่ไหลบ่าละลายอาคารให้เป็นซากปรักหักพัง พบสองผู้รอดชีวิต หนึ่งในนั้นมีส่วนหนึ่งของร่างละลายเหลวและหยดลงบนทางเดิน ในซากปรักหักพังพบผู้เสียชีวิตอีกหกคน สามคนในนั้นพบแค่ชิ้นส่วนบางส่วน สองคนในนั้นดูเหมือนจะเสียชีวิตก่อนเกิดเหตุ ดูเหมือนคนร้ายจะมีการถอดเครื่องประดับสิ่งของติดตัว แล้วนำมาแบ่งเป็นกองด้วยสี สาเหตุของการเสียชีวิตมีทั้งการตายเฉียบพลัน ทำร้ายด้วยสารกัดกร่อน และมีบาดแผลร้ายแรงจากลูกดอกหน้าไม้ ส่วนการพังทลายของห้องแล็บยังไม่เป็นที่แน่ชัด ไม่ทราบว่าเป็นเจตนาของคนร้าย หรือว่าเป็นการทำลายหลักฐาน ผู้รอดชีวิตคนที่ 1 (Ra Qintava นักวิจัยของโรงงาน) ถูกพาตัวมาสอบถาม แต่ไม่สามารถให้การได้ เนื่องจาก 1) อาการตึงเครียด และ 2) ลิ้นและขากรรไกรส่วนล่างถูกละลาย กำลังรอการกรองสารพิษ และกำลังรออวัยวะเทียมที่เหมาะสม การค้นหาและกู้ภัย สำรวจพื้นที่แล้วค้นพบของที่น่าจะเป็นเบาะแสได้ ตามรายการด้านล่างนี้: หนังสือที่เปียกชุ่ม 57 เล่ม เป็นนวนิยายที่ทางเราอ่านไม่ออก และมีการขีดเขียนแก้ไขด้วยดินสอ ขวด 108 ขวด ไม่มีป้ายฉลากติด (อาจจะเป็นขวดที่บรรจุพิษ หรืออาจเป็นเศษขวดแชมพูที่ถูกทิ้งแล้ว) หมากฝรั่ง 200 ปอนด์ (หรืออาจจะเป็นโครงการศิลปะอะไรสักอย่าง) โหลใส่เล็บเท้า 1 ใบ ที่ติดฉลาก นิ้วมือ/นิ้วเท้า โดยมีระบุวันที่และอารมณ์ ผู้รอดชีวิตคนที่ 2 (Valori Olant นักวิเคราะห์) กำลังอยู่ในการฟื้นตัว ฟื้นกลับมาด้วยการบำบัดด้วยไฟฟ้า มีคำให้การจากเธอตามสำเนาที่คัดมา ดังด้านล่างนี้: V.O.: ทำอะไรสักอย่างซิ - พยาบาล: เธอเสียเลือดมาก -- P.R.: เพื่อนร่วมงานของเธอก็เสียเลือดมากเหมือนกัน -- V.O.: มันยังอยู่ข้างนอก! P.R.: คุณผู้หญิงครับ เราต้องการข้อมูลคนร้าย พอจะบอกรูปพรรณสัณฐานได้ไหม V.O.: เหมือนหนู! (ชะงัก) พยาบาล: เหมือนอะไรนะ? P.R.: คุณหมายถึงว่า เขาตัวเล็ก? ลูกตากลม? หน้าเหมือนกับหนู งั้นหรือ -- ? V.O.: ฉันหมายถึงว่า มันเป็นหนูตัวโคตรใหญ่! (ชะงัก) พร้อมหน้าไม้! (ชะงัก) P.R.: (ถามพยาบาล) เราสามารถให้ยาระงับปวดกับเธอได้ไหม? V.O.: คุณไม่ได้ยินเหรอ! มันเป็นหนูตัวยักษ์โรคจิตชอบฆ่าคน! มันใส่เสื้อกั๊กด้วย! P.R.: คุณพยาบาล? พยาบาล: (ทำการฉีดยากล่อมประสาทเข้าแขนของ Olant) เรียบร้อย [แก้ไข] V.O.: เราเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ ทำงานในโรงกลั่นของเสียของมนุษย์ ให้เป็นนมผงเด็ก... [แก้ไข] ชั้นเห็นมัน ชั้นไม่รู้ว่ามันมีเรื่องบ้า ๆ อย่างนี้ได้ยังไง หนูตัวขนาดยักษ์ มันกรีดร้องเสียงดังใส่พวกเรา มันเดินเตะหม้อ แถมยังพ่นน้ำลายใส่อาหารของเราด้วย! [แก้ไข] ห้องแล็บถูกปิดตาย ของเสียจากโรงงานกระเด็นไปทั่วห้อง ไม่มีที่ไหนให้หนีไปไหนได้ [แก้ไข] ชั้นตื่นขึ้นมาในความมืด กรดกัดตาชั้นไปแล้ว แต่ชั้นยังได้กลิ่นไอ้บ้านั่นจากด้านหน้าชั้น มันพูดออกมาว่า 'ไม่มีใครขโมยน้ำของ Twitch ได้!' แล้วก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะออกไปอย่างรวดเร็ว... ชั้นยังได้กลิ่นมันอยู่เลย อ้า.. ไม่.. ไม่จริง.. ไม่.. ไม่.. ไม่.. ชั้นยังได้กลิ่นมันอยู่เลย— จบการบันทึก หลังจากในส่วนที่บันทึกนี้ ผู้รับเคราะห์เริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง และตอนนี้ก็ยังไม่หยุด [เพิ่มเติม: Qintava ผู้เขียนบักทึกหลักฐาน] สรุปผู้ต้องสงสัยจากรายงาน: ชื่อ/นามที่รู้จัก: ''Twitch'' เพศ: ชาย (ไม่ได้รับการยืนยัน) อายุ: ไม่ทราบ ความสูง: 4 ฟุต 9 นิ้ว (หลังค่อม) น้ำหนัก: น้อยกว่า 99 ปอนด์ (ประมาณ) รูปพรรณสัณฐานที่เด่นชัด: เป็นหนูตัวใหญ่ สถานะ: ตัวใหญ่; มีอาวุธ, อันตรายมาก; อย่าเข้าต่อสู้โดยลำพัง H.I.V.E - กำลังรุดหน้าเข้าจับกุม!

    Read More
  • Udyr

    the Spirit Walker

    Udyr เป็นมากกว่ามนุษย์ เขาเป็นภาชนะของจิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่าทั้งสี่ เมื่อ Udyr อัญเชิญวิญญาณสัตว์ป่าทั้งสี่มาประทับร่าง เขาสามารถควบคุมพลังของพวกมันได้อย่างดีเยี่ยม และพวกมันต่างมอบพลังให้แก่ Udyr เขาจะได้ความเร็วและความดุดันจากเสือ ความแข็งแกร่งจากเต่า พละกำลังจากหมี และเปลวเพลิงแห่งนิรันดร์จากฟีนิกซ์ ด้วยการประสานพลังของพวกมัน ทำให้ Udyr สามารถตอบโต้ผู้ใดก็ตาม ที่มีเจตนาจะทำลายกฎแห่งธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย ใน Freljord ที่นั่น... มีตระกูลหนึ่งที่อาศัยปลีกวิเวกห่างจากสังคมในแดนเถื่อนแห่งนี้ พวกเขาคือเหล่าผู้พิทักษ์กฎธรรมชาติของโลก หรือที่รู้จักกันในนาม Spirit Walker ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งของชั่วอายุคน จะมีเด็กหนึ่งคนที่ถือกำเนิดขึ้นมาในคืนพระจันทร์สีเลือด เด็กคนนี้จะมีชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก โลกวิญญาณและโลกมนุษย์ และจะเติบโตมาในฐานะของ Spirit Walker เพื่อสานต่อกฎของธรรมชาติให้ดำรงอยู่ Udyr คือเด็กคนนั้น ผู้ที่กำเนิดในคืนพระจันทร์สีเลือด เขาเข้าใจในภาษาเห่าหอนของเหล่าหมาป่า ก่อนที่จะเรียนรู้ภาษาจากเหล่าบรรพบุรุษของเขาเสียอีก วันหนึ่งเมื่อ Udyr ได้รับสืบทอดตำแหน่ง Spirit Walker เขาจะได้เรียนรู้ความหมายของเสียงเรียกแห่งจิตวิญญาณ และคอยพิทักษ์ความสมดุลของธรรมชาติ Spirit Walker คนปัจจุบันจะคอยพร่ำบอก Udyr อยู่เสมอ ว่าเขาจะถูกทดสอบมาก มากยิ่งกว่าทุกรุ่นที่กำเนิดมาก่อนหน้าเขา และเหตุผลที่เหล่าวิญญาณของ Freljord เพิ่มมากขึ้นแบบไม่หยุดนั้น ยังคงคลุมเคลืออยู่ เขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ คำตอบนั้นมาถึงในกลางฤดูหนาว ที่มืดและน่ากลัว... Udyr และ Spirit Walker พบกับรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัวร่อนผ่าน รู้ได้เพียงผ่านเสียงกระซิบที่น่าสยดสยอง... ของแม่มดน้ำแข็ง อย่างเดียวที่เขารับรู้คือ เขาอาจตายเพราะตกเป็นเหยื่อของเวทมนตร์ของเธอได้อย่างง่ายดาย แต่ Spirit Walker ช่วยปกป้องเด็กหนุ่มไว้จากการโจมตีของเธอด้วยชีวิตทั้งหมดที่เขามี ภายใต้ความเศร้าโศก Udyr หอนออกมาอย่างบ้าคลั่ง และเขาเองก็รู้สึกถึงพลังของ Freljord ที่ตอบรับเสียงหอนของเขาด้วย ในช่วงเวลานั้นเอง เด็กหนุ่มถูกห้อมล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ และกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่อาจควบคุมพลังเอาไว้ได้ ความโกรธของ Udyr ร้องคำรามดังออกมา ทำให้หิมะบนยอดภูเขาถล่มลงมาเป็นดังคลื่นยักษ์ถาโถม จนในตอนท้ายที่สุด Udyr ก็สามารถตะกุยหิมะหนีหายออกไปได้ โดยทิ้งแม่มดน้ำแข็งเอาไว้ด้านหลัง ที่ซึ่งไม่สามารถติดตามเขามาได้ เวลาผ่านไปหลายปี ชนเผ่าที่อาศัยในตอนเหนือเริ่มจะหลีกเลี่ยงให้อยู่ห่างจากคนป่า และอาณาเขตของเขา แล้ววันหนึ่ง Udyr สัมผัสได้ถึงกลิ่นของผู้บุกรุกที่เข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง ข้ามเข้ามาในอาณาเขตของเขา เขาตัดสินใจที่จะไล่ผู้บุกรุกออกไปทันที เขาเข้าจู่โจมเจ้าคนแปลกหน้า แต่กลับถูกปัดป้องอย่างง่ายดาย เขาบุกเข้าโจมตีอีกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่เป็นผลเลย Udyr รู้สึกทั้งเหนื่อยล้า และพ่ายแพ้ เขาจึงเริ่มสงบลง แล้วเอ่ยปากถามชายแปลกหน้าคนนี้ ''เจ้าเป็นใคร'' นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับ Lee Sin พระที่ออกเดินทางเพื่อตามหาคำชี้แนะจาก Spirit Walker แต่กลับต้องมาเจอชายผู้ที่หลงทางจากสิ่งที่ควร เขาจึงสัญญาจะช่วยให้ Udyr พบหนทางที่ถูกต้อง และพาเขากลับไปยังวัด ที่ที่เล่าขานกันว่า วัดนั้นถูกปกป้องด้วยวิญญาณนิรันดรทั้งสี่ ที่นั่น... Udyr จะได้พบกับสิ่งที่เหมาะสมกับเขา Lee Sin นำ Udyr มายังดินแดนซึ่งต่างจากบ้านเกิดของเขาอย่างสิ้นเชิง การเอาตัวรอดไม่ใช่กฎปฎิบัติของชาว Ionia หรือสิ่งมีชีวิตในดินแดนแห่งนี้ เป็นครั้งแรกที่ Udyr รู้สึกได้ถึงความสงบ พร้อมกับเหล่าจิตวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบตัว อีกทั้งยังได้เจอมิตรภาพระหว่างหมู่มวลมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย เขาได้ใช้เวลาฝึกตนเอง พวกเขาสอนเขาให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ ในขณะที่เขาทำสมาธิไปพร้อมกับเรียนรู้ภูมิความรู้จากเหล่าวิญญาณโบราณที่อยู่ในอารามแห่งนี้ พวกเขาสอนเขาเรื่องต่าง ๆ ให้มากมาย จากสิ่งที่เรียนรู้ ทำให้ Udyr ได้รู้สัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต และพร้อมจะเป็น Spirit Walker รุ่นถัดไป Udyr ติดหนี้บุญคุณเหลือคณานับแก่ชาว Ionia พวกเขาไม่เคยถามถึงมัน แต่มันเป็นหนี้ที่เขาจะต้องชดเชยคืนให้อย่างถึงที่สุด เมื่อครั้งที่กองทัพ Noxus บุกรุกเข้ามา เหล่าทหารชั่วโจมตีข่มเหงชาว Ionia ผู้รักสงบ Udyr ก็ไม่อยู่เฉย เขายังไม่ลืมเขี้ยวเล็บที่เขามี Udyr ใช้ความป่าเถื่อนกระโดดจากต้นไม้เข้าต่อสู้กับกองทัพทหาร ใช้กรงเล็บทำร้ายเหล่าทหาร แถบบริเวณบนริมฝั่งแม่น้ำ เขาขว้างพวกมันกลับไปราวกับน้ำหลาก และในที่โล่ง เขาแผดเผาพวกมันด้วยไฟราวกับไฟป่า จนกระทั่งเหล่าทหาร Noxus วิ่งหนีหางจุกตูด Udyr จึงค่อย ๆ ลดความคลั่งของเขาลง ความสงบสุขกลับคืนสู่ Ionia แต่ Udyr ยังคงรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ยังคอยรบกวนอยู่ภายในจิตใจของเขา เมื่อเขาเพ่งจิต จึงสัมผัสได้ถึงเหล่าจิตวิญญาณแห่ง Freljord ที่กำลังเรียกร้องหาเขาอยู่ นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอสูรร้ายจากน้ำแข็ง ทำให้ Udyr เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงภัยคุกคามที่แม่มดน้ำแข็งทำไว้ที่บ้านเกิดของเขา เธอคือผู้ส่งสารแห่งความมืดที่จะปกคลุมดินแดนแห่งนี้ในไม่ช้า เขาพร้อมแล้วที่จะร่วมรบไปกับเหล่าจิตวิญญาณสุดแข็งแกร่งทั้งสี่ Udyr จึงออกเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยัง Freljord เพื่อปกป้องธรรมชาติจากใครก็ตามที่คิดรุกรานทำลายความสมดุลของโลก ''เจตจำนงของธรรมชาติจะสำเร็จได้ ผ่านทางพวกข้า'' -- Udyr

    Read More
  • Urgot

    the Headsman's Pride

    ทหารผู้ยิ่งใหญ่ของ Noxus เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง เล่ห์เหลี่ยม หรือแม้แต่ทักษะในการใช้อาวุธ ไม่กลัวแม้แต่ความตาย ชื่อของเขาคือ Urgot ครั้งหนึ่งทหารผู้ยิ่งใหญ่นี้ สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญ เพื่อแสดงให้คนรุ่นหลังดู เขาคืบคลานเข้าไปยังแนวรบของศัตรู Urgot หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้าย สร้างความเจ็บปวด และปั่นป่วนกองทัพศัตรู แต่เมื่อร่างกายของเขากลายเป็นคนพิการ เขาจึงได้ถูกมอบหมายให้เป็นโคตรเพชฌฆาตของ Noxus ณ เวลานี้มือของเขาถูกปลูกถ่ายเป็นเหมือนเคียว เพื่อตอบสนองงานเปื้อนเลือด ในที่สุด Urgot ก็พบกับจุดจบของเขาในสิ่งที่ควรจะได้รับในเวลาที่ดีที่สุด แม้ว่าภูมิหลังทางทหารของเขา เขามักจะเข้าร่วมกับกองทหาร เข้าไปในเขตของศัตรู ซุ่มโจมตีกองกำลังของศัตรู Jarvan ที่ 4 รัชทายาทของ Demacia ถูกกองทหารของ Urgot จับไว้ แต่ Noxus อยู่ไกลเกินกว่าที่จะเสี่ยงพาตัวกลับไปเรียกค่าไถ่ Urgot จึงเตรียมตัวที่จะกำจัดตัวประกันทิ้ง ในช่วงเวลาสุดท้ายนั้น กลุ่ม Dauntless Vanguard ที่นำโดย Garen ได้เข้ามาจัดการผ่า Urgot ออกเป็นสองส่วน และช่วยเจ้าชายได้สำเร็จ ด้วยคุณความดีและความสามารถของ Urgot ซากศพของเพชรฆาตผู้นี้ถูกส่งกลับไปยัง Bleak Academy เพื่อทำให้เขาฟื้นคืนชีพ แต่ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก เนื่องจากตรากตรำในสงครามและถูกทำร้ายทารุณมาตลอดทั้งชีวิต นั้นยากเกินกว่าที่ผลงานประดิษฐ์ของเหล่านักเวทย์จะช่วยได้ ศาสตราจารย์ Standwick Pididly นักปราชญ์แห่ง Zaun เสนอทางออกว่า ภายในห้องแล็บของ Pididly มีร่างกายใหม่ชวนฝันร้าย หลอมมาเพื่อ Urgot โดยเฉพาะ ณ บัดนี้เขาดูเหมือนเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์เสียอีก Urgot มาเข้าร่วมใน League of Legends เพื่อที่จะตามหาผู้ที่ทำให้ชีวิตของเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ด้วยพลังงานลึกลับที่ไหลวนเวียนในเส้นเลือดโลหะของเขา ''เราสามารถสร้างเขาใหม่ได้ เรามีวิทยาการจักรกลเวทมนตร์'' -- ศาสตราจารย์ Stanwick Pididly กล่าว

    Read More
  • Varus

    the Arrow of Retribution

    ความสามารถในการใช้ธนูของเขานั้น ไม่อาจหาใครเทียบได้ ด้วยชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของเขา ทำให้เขาได้รับตำแหน่งสำคัญ เป็นถึงผู้คุมกฎแห่งวัดที่แสนศักดิ์สิทธิ์ของ Ionia วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ปกปิด อุโมงเพลิงทรราช สิ่งนั้นมันทำให้เหล่าผู้อาวุโสแห่ง Ionia รู้สึกหวาดกลัว จนต้องซ่อนมันเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกาะแห่งความมืดล่วงรู้ได้ Varus นั้นภูมิใจตนเองและในตำแหน่งของเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แสนพิเศษที่ถูกคัดเลือกมาจากคนจำนวนมากใน Ionia เขาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุข และใช้ชีวิตอยู่ในระเบียบวินัยมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่กองกำลังของ Noxus บุกเข้าโจมตี Ionia เมื่อเขาตื่นขึ้นมา แล้วกลับไปยังวัดก็พบว่า ในเส้นทางที่ไปยังวัดนั้น มีกองกำลังของเขานอนตายหมดไม่มีใครรอดชีวิตเลย เหลือไว้เพียงภาพแห่งความหายนะให้เห็น ในที่สุด Varus ก็ถูกบังคับให้ต้องตัดสินใจว่า เขาควรจะปฏิบัติตามเกียรติยศอยู่และปกป้องวัดหรือไม่ หากทำเช่นนั้นแล้ว ในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่จะไม่อาจต้านทานกองกำลังเครื่องจักรสงครามที่กำลังจะมาถึงได้เลย และสุดท้ายแล้ว ด้วยความรับผิดชอบของเขา เขาไม่สามารถที่จะละทิ้งหน้าที่ของเขาได้ เขาเลือกที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ผู้คุมกฎของเขา ซึ่งสิ่งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ในวันนั้น ลูกศรของเขาได้จัดการกองกำลังที่พยายามเข้าบุกรุกวัดเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ว่าเขาจะจัดการกองกำลัง Noxus ไปมากขนาดไหนก็ตาม เมื่อเขากลับไปยังหมู่บ้านของเขา เขาก็พบว่า ที่นั่นมันได้กลายเป็นเหมือนสุสานเสียแล้ว เขาพบเห็นคนตายมากมาย และเมื่อเขาเห็นสภาพครอบครัวของเขาที่ถูกฆ่าโดยวิธีทรมานต่าง ๆ นานา มันทำให้เขารู้สึกสำนึกผิดเป็นอย่างมาก ความเกลียดชังเข้าถาโถมในจิตใจของเขา ทำให้เขาสาบานว่าเขาจะจัดการฆ่ากองทัพ Noxus ให้มลายสิ้น แต่ก่อนสิ่งอื่นใด เขาจะต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เขาจึงเดินทางกลับไปยังที่ที่เขายอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อปกป้อง อุโมงเพลิงทรราช สิ่งนั้นปลุกพลังในตัวเขา ดั่งเหมือนไฟที่ได้เชื้อเพลิงชั้นดี สิ่งนั้นทำให้เขานั้นแข็งแกร่งขึ้น แต่นั่นก็เป็นเส้นทางที่เขาไม่มีทางหวนกลับได้ เขาประนามตัวเองด้วยเปลวเพลิงสีดำ เปลวเพลิงนั้น ได้เปลี่ยนแปลงร่างกายของเขา ผิวของเขาเปลี่ยนแปลงไปด้วยพลังความชั่วร้าย ด้วยคำสาบานที่จะทำลายล้างชาว Noxus ทั้งหมด เขาจึงออกเดินทาง เพื่อตามล่ากองทัพของเหล่าผู้บุกรุกที่ฆ่าครอบครัวของเขา และในที่สุดเรื่องเหล่านี้จึงนำพาเขาเข้าสู่ League of Legends และในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นงานที่น่าอับอายที่สุดของ League of Legends เช่นกัน ''ชีวิตของลูกศรนั้นช่างรวดเร็วนัก มันไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากทิศทาง และเจตจำนง'' -- Varus กล่าว

    Read More
  • Vayne

    the Night Hunter

    โลกนี้ไม่ได้มีแต่สถานที่ที่ศิวิไลซ์อย่างเดียวเท่านั้น มีคนอีกจำนวนมากที่เลือกเดินบนเส้นทางด้านมืด และยอมที่จะกลายเป็นคนเลว เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังแห่งความมืดที่หมุนเวียนอยู่ในโลก Runeterra ซึ่ง Shauna Vayne คืออีกคนหนึ่งที่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี ในขณะที่ยังเป็นเด็ก Vayne ถูกห้อมล้อมและเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมชั้นสูงของ Demacia แม้ว่าพ่อของเธอ ผู้มีสายตาอันเฉียบแหลมในแบบของตำรวจที่มีประสบการณ์มาก และจะพยายามโน้มน้าวให้เธอระวังตัวมากเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยความที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ก็ทำให้เธอเลือกที่จะเชื่ออย่างสนิทใจว่า โลกของเธอนั้น คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เธอเชื่อแบบนั้นมาตลอด จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง ที่มีแม่มดเสียสติมา แม่มดเสียสติผู้นั้นได้เลือกพ่อของเธอเป็นเหยื่อ แม่มดตนนั้นสามารถที่จะฝ่าการป้องกันของผู้ที่คอยอารักขา และเข้าประชิดตัวกับพ่อของเธอได้อย่างง่ายดาย แม่มดได้ทรมานครอบครัวของเธออย่างโหดเหี้ยม ก่อนที่จะปลิดชีวิตพวกเขาทั้งหมด ส่วนตัวของเธอนั้นได้หนีรอดออกมา เพื่อซ่อนตัวจนกระทั่งแม่มดเดินทางจากไป ตลอดทางที่เธอกำลังวิ่งหนี Vayne ถูกหลอกหลอนด้วยเสียงกรีดร้อง ของคนที่เธอรัก ความเคียดแค้นและความเกลียดชังที่ไม่วันที่จะเลือนหายไป ได้ถือกำเนิดขึ้นในตัวของเธอในคืนนั้น Vayne สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ ด้วยเงินมรดกจากพ่อของเธอ เธอได้เริ่มต้นฝึกฝนตัวเองในทันที เมื่ออาจารย์ของเธอยอมรับเธอเป็นศิษย์ เมื่อเธอเติบโตกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัว เธอจึงผันตัวเองมาเป็นนักรบที่น่าสะพรึงกลัว แต่ถึงกระนั้น Vayne ก็ไม่ได้เลือกที่จะต่อสู้บนสนามรบเหมือนนักรบทั่วไป เพราะเธอคิดว่าประเทศ Demacia กำลังต้องการผู้พิทักษ์ ผู้ที่จะตามล่าเหล่าคนที่หลงผิด ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความมืด ด้วยเหตุนี้เอง Vayne จึงใช้เส้นสายทางครอบครัวของเธอเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็น Night Hunter ในปัจจุบัน ความกล้าหาญและความสามารถของ Night Hunter ได้กลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็เรียกเป็นตำนานไปแล้ว ว่ากันว่า ผู้ที่ชอบหรือหลงใหลในมนต์ดำทุกคน จะต้องสั่นระริกด้วยความกลัว ในทุก ๆ ครั้งที่ได้ยินว่า Night Hunter กำลังออกล่า Vayne มองการแข่งขัน League of Legends เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง เนื่องจากแชมป์เปี้ยนหลาย ๆ คนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ต่างก็เป็นคนที่ลุ่มหลงในเวทมนตร์และไสยศาสตร์หลากหลายแขนง เธอจึงเชื่อว่า ผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้ ควรที่จะถูกกำจัดให้หมดสิ้น เพื่อความปลอดภัยของทุก ๆ คน ถึงเวลาแล้วที่ Night Hunter จะต้องเริ่มต้นภารกิจลับสุดยอดครั้งใหม่ และภารกิจนั้นก็คือ การชำระล้าง League of Legends ให้สะอาดหมดจด ไม่จำเป็นต้องกลัวความมืดไปเสียทั้งหมด อย่างน้อย ถ้า Vayne ยังอยู่

    Read More
  • Veigar

    the Tiny Master of Evil

    สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว ภาพลักษณ์ของพวก Yordle ดูไม่มีความน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยหน้าตาที่น่ารัก ตัวเล็ก ๆ และน้ำเสียงที่ค่อนข้างสูง ทำให้มองเห็นเหมือนว่าเป็นเพียงเด็กเล็ก ๆ ที่มาเล่นบทบาทผู้ใหญ่เสียมากกว่า แม้ว่าจะดูน่ารักใส ๆ เหมือนเด็กน้อย แต่ก็มี Yordle บางคนที่ถูกความมืดเข้าครอบงำ และหันมาทำร้ายพวก Yordle ตัวอื่น ๆ Veigar เป็น Yordle ที่ไม่เหมือนคนอื่น เขาเป็นพ่อมดมนต์ดำที่ทรงพลังมากบนแผ่นดิน Valoran ในตอนเป็นเด็กนั้น Veigar เป็นแค่ Yordle ธรรมดา ๆ ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาอยากรู้ว่าโลกภายนอกเมือง Bandle เป็นอย่างไร เขาใช้เวลาไปกับการศึกษาเรื่องราวของโลก Valoran อยู่มาวันหนึ่ง Veigar ได้มีโอกาสที่จะไปทำธุรกิจที่รัฐอื่น แต่โชคร้ายที่รัฐที่เขาได้มีโอกาสได้ทำธุรกิจด้วยนั้นคือ Noxus ในตอนแรก Veigar ทำธุรกิจกับ Noxus อย่างตรงไปตรงมา แต่วันคืนผ่านไปมันก็เริ่มกลายเป็นธุรกิจมืด สุดท้าย Veigar และพรรคพวกก็ถูกจับ และถูกส่งไปขังที่เรือนจำภายใน Noxus เป็นเวลาหลายปี มันแทบจะจินตนาการไม่ได้เลยว่า ภายในเรือนจำนั้น Veigar โดนผู้คุมนักโทษทำอะไรบ้าง เมื่อวันเวลาผ่านไป มันทำให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นบ้าไปทีละน้อย จนในที่สุด Veigar ก็หาทางหนีออกมาจนได้ แต่อนิจจัง Veigar ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากหนีออกจากคุกได้สำเร็จ แทนที่เขาจะมุ่งกลับบ้านกลับไปยังนคร Bandle ที่เขาจากมา เขากลับเดินทางเพื่อศึกษาเวทมนตร์กับพ่อมดมนต์ดำทั่วราชอาณาจักร ซึ่งด้วยความบ้าคลั่งที่จะทำสิ่งที่เขาตั้งเป้าไว้เพียงหนึ่งอย่างให้สำเร็จ Veigar ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เขาก็สามารถเป็นพ่อมดที่ทรงพลังได้ และตอนนี้เขากำลังหาทางหยุดความขัดแย้งทั่วทั้ง Valoran โดยการทำให้ทุกรัฐสยบแทบเท้าของเขา โดยผ่าน League of Legends ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในขณะนี้ ใครบอกว่าปีศาจร้ายจะต้องมาในสภาพที่น่ากลัวเสมอไป?

    Read More
  • Vel'Koz

    the Eye of the Void

    ข้าเดินทางผ่านเข้าไปในแสงสว่างวาบ วิบ วับ วิบ วับ... ตาของข้าได้มีการปรับ และประเมินสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ อะไรก็ไม่ทราบมาถูกตัวข้า มันช่างทำให้ข้าลนลานนัก ข้ามองลงไปก็เห็นสิ่งมีชีวิตสีขาวตัวเล็ก ๆ ยืนโดยใช้ขาหลังของมัน พร้อมสูดดมร่างของข้า มันทำให้ข้าแปลกใจมากนัก มันมีประโยชน์อะไร? ข้าวิเคราะห์เจ้าสิ่งมีชีวิตนี้ แสงสว่างสีแดงม่วงอันร้อนผ่าว สว่างวาบ กองฝุ่นในบริเวณที่ซึ่งมันกำลังสั่นกลัว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม... เคลื่อนไหวยามค่ำคืน... ความสามารถในการได้ยินที่สมบูรณ์แบบ อ่อนแออย่างเหลือเชื่อ แต่เผ่าของพวกมันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก ''อืม...'' ข้าบ่นกับตัวเอง หวังว่าที่ตรงนั้นจะมีบางสิ่งที่ซับซ้อนให้ได้ค้นหา บางอย่างที่ทำให้ข้าลุ่มหลง กินและเรียนรู้ สิ่งนี้คือจุดประสงค์ของข้า ผู้อื่นที่เดินทางมากับข้าเป็นพวกป่าเถื่อน แค่ฆ่าแล้วก็กิน ฆ่าแล้วกิน ข้าต้องการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ เก็บกวาดและเรียนรู้ทุก ๆ สิ่ง ในที่สุดเราก็มาถึงยังเมืองที่ถูกทำลาย ที่ซึ่งเหลือไว้เพียงหอคอยยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ มันดูเหมือนจะถูกปกป้องเอาไว้ หรือ.. จงใจทิ้งไว้ให้เหลืออยู่สิ่งเดียว ข้าแยกชิ้นส่วนองค์ประกอบของเศษซาก จากการวิเคราะห์ของข้าคิดว่า ที่นี่เป็นสถานที่ของแหล่งกำเนิดพลังงานเวทมนตร์อันมหาศาล ข้าไม่รู้สึกประหลาดใจเลยที่มันจะตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ที่นี่มีบางอย่างกระตุ้นความสนใจเกี่ยวกับหอคอยนี้อยู่ ขณะที่ผู้อื่นกำลังทำการคุ้ยซากเพื่อหาอะไรบางอย่างอยู่ ข้าก็เข้าไปในหอคอย เครื่องมือประหลาดหล่นกระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ ข้าสำรวจอันหนึ่ง มันมีแสงสีแดงม่วงวาบขึ้นมา พร้อมกองฝุ่นอีกกองหนึ่ง น่าประทับใจจริง ๆ มันคือเครื่องมือที่เปลี่ยนกรอบของกาลเวลา แปลกประหลาด คาดไม่ถึง ดูจากสภาพของหอคอยแล้ว มันดูเหมือนว่าเจ้าของพึ่งจะออกไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เท่านั้น สิ่งประดิษฐ์ที่เหลืออยู่มีมากกว่าหนึ่ง บางอย่างมีความซับซ้อนมากยิ่งกว่า ทุกอย่างทำให้ข้าประทับใจมากกว่าทุกสิ่งที่ข้าเคยได้เห็นมาแล้วบนโลกใบนี้ ข้ารู้ทันทีว่า เจ้าของของสิ่งเหล่านี้มีความรู้หลายสิ่งมากมายกว่าที่ข้าได้เดินทางมาทั้งหมด ข้าต้องการความรู้เหล่านี้เหลือเกิน ข้ารีบออกจากหอคอยทันที ข้าเจอกับพวกของข้าที่กำลังเข้ามาใกล้กับทางเข้า เตรียมพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับที่พวกมันชอบทำตลอดการเดินทางที่ผ่านมา พวกมันจะเข้ามาขวางเป้าหมายของข้า มีบางอย่างที่ The Void ไม่ควรจะกินอย่างขาดการพิจารณา โดยปราศจากคำเตือนใด ๆ ข้าฟาดหนวดออกไป ที่ปลายส่องแสงสีขาวร้อนวาบ ลำแสงสายฟ้าพุ่งผ่านสัตว์ตนแรก และกระเด็นออกไป หลังจากเสียงคำรามค่อย ๆ เงียบลง ข้าขยายหนวดทั้งสาม พลังงานพร้อมเสียงดังลั่น แผดเผาอากาศรอบ ๆ เกิดไอน้ำพวยพุ่ง มันทั้งสองวิ่งหนี พวกมันรู้ว่าอะไรกำลังจะมา พวกมันจำเป็นต้องหนีตลอดเวลาหรือ? ข้าเบิกตากว้างและปล่อยลำแสงไปยังเหล่าสิ่งมีชีวิตที่กำลังหนี พวกมันกลายเป็นเถ้าธุลีในทันที ''อืม... จุดหลอมละลายของเผ่า The Void ไม่สอดคล้องกัน'' ข้าบันทึกไว้ แต่นั่นไม่ได้ให้ผลลัพธ์อะไร ความหิวโหยภายในตัวข้าเติบโตขึ้น ข้าตะกละ และยิ่งไม่รู้จักพอแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้าเหลือบกลับไปยังความรู้อันสูงสุด และข้าจะต้องได้มันมาครอบครอง

    Read More
  • Vi

    the Piltover Enforcer

    สำหรับ Vi แล้ว ปัญหาทุกอย่างสามารถคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับการที่เธอสามารถทำลายกำแพงอิฐด้วยถุงมือจักรกลพลังเวทย์ของเธอนั่นเอง ถึงแม้เธอจะเติบโตขึ้นมาบนอีกฟากหนึ่งของกฎหมาย ในตอนนี้ Vi ได้นำความรู้ความสามารถในการก่ออาชญกรรมของเธอมาใช้ทำงานให้แก่กองกำลังตำรวจของ Piltover ด้วยความที่ Vi ชอบทำงานสะเพร่า ชอบทำตัวตลกโดยไม่มีเหตุผล และมักจะปฏิเสธคำสั่งอยู่เสมอ จึงทำให้ Caitlyn โกรธเธอเป็นประจำ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น นายอำเภอแห่ง Piltover ก็ต้องยอมรับว่า Vi เป็นสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าในการต่อสู้กับเหล่าอาชญากร เธอเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาบริเวณชานเมืองที่ไร้ซึ่งกฎหมายของ Piltover ในสมัยเด็กนั้น Vi เรียนรู้การอยู่รอดด้วยการชิงทรัพย์และฉ้อโกง เธอมักจะขโมยอุปกรณ์จักรกลเวทมนตร์ Hextech อยู่เสมอ ๆ ทำให้เธอมีความรู้ติดตัวเกี่ยวกับเครื่องจักรด้วย ในขณะที่ชีวิตข้างถนนช่วยสอนให้เธอพึ่งพาตัวเธอเอง เมื่อเธออายุได้หกขวบ ก็มีกลุ่มอาชญากรที่เห็นถึงความสามารถอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อย และได้นำพาเธอไปเข้าร่วมแก๊ง และเมื่อวันเวลาผ่านไปจนเธออายุสิบเอ็ดขวบ ในตอนนี้เธอเติบโตเป็นอาชญากรเต็มตัว และในตอนนี้ เธอเป็นคนที่รู้สึกชื่นชอบความตื่นเต้นในการออกปล้นไปเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่งทัศนคติของ Vi ก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อเกิดการจู่โจมสิ่งก่อสร้างของเหมืองแร่ ในวันนั้น เธอถูกบังคับให้ต้องตัดสินใจระหว่างเลือกที่จะหลบหนีออกไปพร้อมกับเหล่าลูกเรือของเธอ หรือพยายามที่จะช่วยเหลือคนงานเหมืองผู้บริสุทธิ์ให้หนีออกมาจากอุโมงค์เหมืองที่กำลังถล่ม ในที่สุด Vi ก็ตัดสินใจเล่นบทฮีโร่ ในขณะที่กำลังหาทางช่วยเหลือเหล่าคนงานจากซากปรักหักพังนั่นเอง เธอก็ค้นพบหุ่นยนต์ขุดเหมืองที่พังอยู่ เธอได้ตัดสินใจนำมันมาใช้ประโยชน์ในทันที เธอได้ทำการดึงแขนยักษ์ของหุ่นแยกออกมา แล้วนำมันมาปรับปรุงและนำมาใช้เป็นถุงมือจักรกลเวทมนตร์แบบชั่วคราว นั่นนับเป็นการติดตั้งอาวุธหนักเข้ากับแขนน้อย ๆ ของเธอ เด็กสาวตัวน้อยได้เกร็งแขน แล้วเหวี่ยงกำปั้นยักษ์ออกไปกระแทกกับเศษซากหิน แรงปะทะระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น ได้เป่าเศษหินกระเด็นออกไป เธอเหวี่ยงแขนยักษ์นั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งช่วยเหลือเหล่าคนงานออกมาได้ เมื่อทุกคนได้หนีออกมาจากอุโมงค์แล้ว Vi ก็หลบหนีจากไป หลังจากการทำงานที่ผิดพลาดในครั้งนั้น Vi จึงได้ทำการตัดความสัมพันธ์กับเหล่าลูกเรือของเธอ เธอกลับไปใช้ชีวิตอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวดังเดิม แต่ในตอนนี้เธอเลือกขโมยของจากอาชญากรอื่นเท่านั้น วันเวลาผ่านไปนับปี เธอได้ทำการปรับปรุงพัฒนาถุงมือจักรกลเวทมนตร์ให้ยอดเยี่ยมขึ้น ทำให้เธอทำการปล้นและขโมยของได้อย่างง่ายดาย และในที่สุดชื่อเสียงของเธอก็ลอยไปถึงหูของ Caitlyn นายอำเภอชื่อดังของ Piltover แต่แทนที่เธอจะค้นหา Vi เพื่อจับกุม นายอำเภอ Caitlyn ได้ยื่นข้อเสนอให้แก่เธอ เพื่อให้เธอได้ชดใช้ ข้อเสนอที่ว่านั่นคือ ให้มาทำงานรักษากฎหมายให้แก่เมือง Piltover เพื่อให้เมืองสงบสุข Vi ได้ยินดังนั้น เธอถึงกับหัวเราะในทันที สำหรับเธอในตอนนี้แล้ว งานที่สามารถทำให้เธอเข้าไปตะบันหน้าเหล่าขโมยและคนทุจริตได้ โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องคอยวิ่งหนีตำรวจ มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ สำหรับเธอ เธอจึงตอบตกลงทำงานด้วยในทันที แต่สำหรับ Caitlyn แล้ว ในตอนนี้เธอจำเป็นต้องพยายามอย่างมาก เพื่อบังคับให้ Vi อยู่ในบรรทัดฐานที่ควร และต้องให้ Vi คอยรักษาคำสั่งของ Caitlyn ให้เป็นเหมือนคำแนะนำสำหรับการอยู่ในกฎ แต่เมื่อพวกเธอทั้งคู่ทำงานร่วมกันแล้ว เหล่าอาชญากรคนนอกกฎหมายใน Piltover ต่างหวาดกลัวพวกเธอมาก ''แบบนี้มันแย่จังเลยน้า... ชั้นมี 2 กำปั้น แต่แกมีเพียงใบหน้าเดียว'' -- Vi

    Read More
  • Viktor

    the Machine Herald

    เมื่อครั้งที่ Viktor ยังเป็นเด็ก เขาชื่นชอบในวิทยาศาสตร์และชอบที่จะนั่งประดิษฐ์สิ่งของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านของระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเครื่องจักรเวทมนตร์ที่แสนทรงเกียรติแห่ง Zaun และเป็นผู้นำทีมงานสร้าง Blitzcrank ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของเขา เขาจึงน่าจะเจริญก้าวหน้าได้มากในอาชีพของเขา แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาคาดหวังเหล่านั้น ต้องถูกแย่งชิงไปโดยศาสตราจารย์ Stanwick ซึ่งเขาได้ขโมยผลงานเกี่ยวเรื่อง การพัฒนาความรู้สึกของ Blitzcrank ไปทั้งหมด และในภายหลัง การวิจัยของ Viktor จึงถูกนำไปใช้เพื่อฟื้นฟู Urgot เพราะสิ่งนี้ Viktor จึงร้องอุทธรณ์เพื่อขอความยุติธรรม แต่เรื่องก็กลับหายเงียบไปเสียหมด เขาจึงจมลงสู่ความเศร้าอย่างมาก หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากวิทยาลัย เขาตัดขาดความสัมพันธ์กับคนที่เขาเคยรู้จักทั้งหมด และขังตัวเองอยู่ในห้องปฏิบัติการส่วนตัวของเขา ในห้องลับนั้น เขาเริ่มต้นวิจัยโครงการใหม่ โดยในครั้งนี้ จะไม่มีใครสามารถมาขโมยผลงานของเขาไปได้ เขาปรารถนาที่จะปฏิวัติขอบเขตของตัวเขาเอง เพื่อที่จะกำจัดความรู้สึกอิจฉาแบบพวกมนุษย์ให้หายไป เขาจึงออกแบบชิ้นส่วนเครื่องจักรที่จะนำมาใช้ปรับปรุงร่ายกายของเขาที่กำลังจะเน่าเปื่อย เมื่อ Viktor กลับมาอีกครั้ง เขาแทบจะไม่มีร่องรอยความเป็นมนุษย์อยู่เลย ไม่ใช่เพียงแค่ภายนอกของเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่รวมถึงบุคลิกภายในของเขาด้วย ความหวังก่อนหน้านี้ที่ต้องการที่จะทำให้สังคมนี้ดีขึ้น ถูกแทนที่โดยความหมกมุ่นซึ่งเขาเรียกมันว่า ''วิวัฒนาการอันรุ่งโรจน์'' เขาเห็นตัวเขาเองในฐานะของผู้อุปถัมภ์ และผู้บุกเบิกยุคใหม่ของ Valoran อนาคตที่มนุษย์สามารถละทิ้งเลือดเนื้อ ด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี Hextech อย่างไรก็ตามในช่วงต้น Viktor พบกับข้อกังขาอย่างรุนแรง เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายไม่อาจเข้าใจถึงการเชื่อมต่อจิตใจ และความรู้สึกเข้ากับเครื่องจักรเวทมนตร์ที่มันซับซ้อนเป็นอย่างมากได้ การเปลี่ยนแปลงของเขา ทำให้เขาเร่งความคืบหน้าการทดลองได้เป็นอย่างมาก และช่วยให้เขาตัดออกจากสิ่งที่เขามองว่าเป็นจุดอ่อนทางอารมณ์ แต่เขาก็ยังมีความไม่พอใจบางอย่างที่ยังตกค้างอยู่ภายในใจ Viktor จึงเข้าร่วมใน League of Legends เพื่อนำสิ่งประดิษฐ์ของเขาไปต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทวีป Valoran จะเสนอได้ และมุ่งแก้ไขข้อบกพร่องที่ยังหลงเหลืออยู่ ''ในด้านหนึ่งคนมองว่าเครื่องจักรเวทมนตร์คือเครื่องมือ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันคือการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ'' -- Viktor

    Read More
  • Vladimir

    the Crimson Reaper

    ท่ามกลางหุบเขาระหว่างประเทศ Noxus และที่ราบ Tempest ที่นั่นมีวิหารลึกลับซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เก็บความลับเก่าแก่และเวทมนตร์อันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ พื้นที่รอบวิหารแห่งนี้เต็มไปด้วยซากศพ ศพทั้งหมดนั่น เหลือแต่ซากหนังติดกระดูก เหมือนกับว่าถูกสูบเลือดออกจากร่างจนหมดตัว โดยศพเหล่านี้ เป็นศพของผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่หลงเดินเข้ามาใกล้เขตวิหารมากจนเกินไป ศพเหล่านี้จุดประกายความสงสัยให้กับเด็กหนุ่มที่ชื่อ Vladimir ผู้ซึ่งกำลังพยายามที่จะหลบหนี เพื่อให้พ้นจากเขตประเทศ Noxus หนึ่งวันก่อนการหลบหนี Vladimir ได้ฆ่าเด็กชายสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันด้วยความโหดเหี้ยมโดยไม่มีเหตุผล เขาทำเพียงเพื่อต้องการตอบสนองความเพลิดเพลินไปกับดอกไม้สีแดงฉานที่พวยพุ่งออกมา นั่นคือ ''เลือด'' Vladimir รู้ได้ทันทีว่า เขาไม่สามารถที่จะควบคุม อารมณ์ความต้องการในการฆ่าของตัวเองได้อีก นอกจากนั้นแล้ว เขายังรู้ดีอีกว่า หากเขายังคงอยู่ในประเทศ Noxus สักวันจะต้องมีคนล่วงรู้ความจริง และในที่สุดเขาจะต้องถูกจับได้ ดังนั้น Vladimir จึงตัดสินใจยอมทิ้งบ้านเกิดและออกเดินทางไปยังทิศใต้ เส้นทางที่เต็มไปด้วยศพ ได้นำพา Vladmir ไปพบกับวิหารหิน ข้างในนั้นเขาได้พบกับพระสูงอายุ ผู้ซึ่งจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีเลือดแดงก่ำ Vladimir ทำให้พระรูปนั้นต้องประหลาดใจ เขาจ้องมองแววตาที่น่ากลัวคู่นั้นกลับไปอย่างไม่ลดละ พระรูปนั้นได้ล่วงรู้ถึงความกระหายอันน่าสยดสยองของ Vladimir เขาจึงสอนให้ Vladimir ควบคุมและบังคับของเหลวแห่งชีวิต ซึ่งพวกเขาก็ทำการฝึกฝนกับนักเดินทางที่ผ่านไปมา เมื่อถึงเวลาที่ Vladimir จะต้องเข้ารับบทเรียนสุดท้าย พระรูปนี้เตือน Vladimir ว่า หากเขาล้มเหลวในบทเรียนนี้ ผลลัพธ์ก็คือ ความตาย Vladimir ไม่ได้ล้มเหลว แต่กลับสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ ความสำเร็จที่เขาได้มาในครั้งนี้ แลกมากับเหตุการณ์อันน่าสยดสยอง บทเรียนสุดท้ายที่ Vladimir ได้รับในครั้งนั้นก็คือ การเข้ารับพิธีกรรม ซึ่งในระหว่างที่ทำพิธีกรรมนี้ เลือดทุกหยดของพระรูปนั้น ถูกดึงออกมาจากร่างจนหมด และถูกรวมเข้ากับเลือดของ Vladimir ทำให้เขาเปี่ยมไปด้วยพลังเวทมนตร์ จากพระผู้เป็นอาจารย์ของเขา และพลังเวทมนตร์จากนักเวทย์ผู้ใช้เลือดทุก ๆ คนที่ถูกรวมกันมาหลายชั่วอายุคน หลังจากเหตุการณ์นั้น Vladimir จึงถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่มีจุดหมายในชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ Noxus จากนั้น Vladimir จึงแจ้งความจำนงเพื่อขอเข้าร่วมการแข่งขัน League of Legends เพื่อที่จะแสดงพลังอำนาจสูงสุดของเวทมนตร์ของเขา เมื่อองค์กร The Noxian High Command สำรวจพบเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ผู้รักษาองค์กรของตัวเอง ทางองค์กรจึงตามเฟ้นหาเจ้าหน้าที่ใหม่ ๆ โดยมีข้อแม้ว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะต้องไม่ใช่ ''ของโปรด'' ของ Vladimir ''อะไรที่เคยสำเร็จมาก่อน คุณก็จะทำสำเร็จอีกนั่นแหละ'' -- Vladimir กล่าว

    Read More
  • Volibear

    the Thunder's Roar

    เส้นทางจากทิศเหนือไปจนถึง Freljord ที่เป็นบ้านเกิดของชาว Ursine เผ่าพันธุ์ที่ดุร้าย และกระหายในสงคราม พวกมันอาศัยอยู่ในทุ่งหิมะแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายพันปี หัวหน้าชนเผ่าเป็นผู้ที่ไม่ปราณีให้แก่ศัตรู และสามารถควบคุมพลังสายฟ้าลงมาโจมตีใส่ศัตรูของพวกเขาจนหมดสิ้น Volibear เป็นผู้นำที่เป็นทั้งนักรบและผู้วิเศษของเผ่า เขาพยายามอย่างมากเพื่อที่จะปกป้องวิถีดั้งเดิมโบราณ และสืบทอดจิตวิญญาณนักรบของเผ่าเอาไว้ ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มักจะเล่าขานถึงความสำเร็จในการต่อสู้ของเผ่า Ursine แต่ในปัจจุบันพวกเขาอาศัยอยู่อย่างเงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คนมากนัก การปกครองของชนเผ่า Ursine จะมีผู้นำปกครองอยู่ถึง 3 คน เหล่านักรบจะคอยปฏิบัติตามที่เหล่าผู้นำทั้ง 3 ชี้นำ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับผู้อื่น Volibear เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจอันยอดเยี่ยม เขาจึงได้รับการยอมรับนับถือในฐานะของนักปราชญ์ ในปัจจุบันนี้มันเป็นยุคของสันติภาพ คนในชนเผ่าจึงอยู่อย่างสงบสุข แต่นั่นกลับทำให้ Volibear เกิดความรู้สึกตื่นกลัว เพราะนั่นทำให้เขารู้สึกว่าชนเผ่าของเขาอ่อนแอลง และคนในชนเผ่าส่วนใหญ่ลืมเลือนความศักดิ์สิทธิ์ในศิลปะแห่งสงครามไปแล้ว เมื่อถึงวันที่ Volibear เริ่มรู้สึกว่าจิตวิญญาณนักสู้เริ่มมอดดับลง เขาจึงเอาความวิตกกังวลไปปรึกษากับเหล่าผู้นำทั้ง 3 พวกเขาก็รับฟัง แล้วตำหนิ Volibear ว่าเขาไม่ควรทำตัวเช่นนี้ Volibear พยายามเสาะหาความรู้และสติปัญญา เขาจึงปืนขึ้นไปยังยอดภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่า Ursine ภูเขาแห่งนี้ถูกครอบคลุมไปด้วยเมฆพายุที่เต็มไปด้วยสายฟ้าโหมกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา ตามตำนานได้เล่าขานต่อกันมาว่า ถ้าเข้าไปยังบริเวณจุดศูนย์กลางของพายุได้ ที่นั่นจะมีการทำนายรอคอยอยู่ และจะปรากฏลางบอกเหตุที่จะชี้ตัวหัวหน้าเผ่าคนต่อไป เมื่อ Volibear สามารถเดินทางไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขาได้ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีสายฟ้าประหลาดผ่าตรงมาที่ Volibear มันทำให้เขาสลบไป เมื่อเขารู้สึกขึ้นมา เขาสามารถรู้สึกได้ถึงบางอย่าง เขามองเห็นลางบอกเหตุที่น่ากลัวเกี่ยวกับ Freljord ที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดอันชั่วร้าย อีกทั้ง Volibear ยังเห็นชาวเผ่า Ursine ถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจากอสูรน้ำแข็งที่แสนโหดร้าย เขารู้ได้ในทันทีว่าเผ่าพันธุ์ของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย และมีโอกาสจะพินาศลงได้อย่างง่ายดาย เพราะพวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัวรับมือกับสงครามครั้งนี้ Volibear รีบเดินทางลงมาจากภูเขาทันที เพื่อที่จะบอกเล่าถึงสิ่งที่เขาได้เห็นมา แต่เมื่อลงมาตามเส้นทาง เขาก็พบกับชาว Ursine 3 คนเข้ามาขวาง นั่นก็คือเหล่า 3 ผู้นำของเผ่า ทั้งสามคนรู้ว่าเขาจะทำให้ความสงบสุขในตอนนี้จบสิ้นลง พวกเขาไม่ฟังคำเตือนจาก Volibear และบอกให้เขาสงบปากเอาไว้ หรือถ้าเขาไม่ยอมทำตามคงจะต้องจัดการเขาซะ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยความเด็ดเดี่ยว และยังยืนกรานเหมือนเดิม Volibear จะต้องบอกเรื่องนี้กับชนเผ่าของเขาให้ได้ เพราะว่าความอยู่รอดของเหล่าชนเผ่านั้นขึ้นอยู่กับข้อความของเขาในครั้งนี้ และเขาจึงเข้าต่อสู้กับเหล่าสามผู้นำอย่างดุเดือด แต่การปะทะในครั้งนี้ทำให้เขาต้องยอมจำนนต่ออีกฝ่าย แต่แล้วทันใดนั้น เขาก็คำรามออกมา ทำให้เขาได้รับพลังจากพายุสายฟ้า ในตอนนี้เองที่เขาสามารถปลดปล่อยพลังเสียงคำรามแห่งสายฟ้าได้ แล้วจึงเข้าปะทะกับเหล่านักรบทั้งสาม เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหว จนในที่สุด เขาก็สามารถล้มทั้งสามลงได้ และทั้งสามก็ได้เห็นถึงสัญลักษณ์แห่งผู้นำชนเผ่า Ursine นั่นคือพลังแห่งพายุสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ จากสิ่งที่เกิดขึ้น เหล่าสามผู้นำได้รับรู้ และยอมรับ Volibear เป็นตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของชนเผ่า ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเหล่า Ursine ด้วยอำนาจและอิทธพลที่ได้รับ ทำให้คำสั่งของเขามีอำนาจเด็ดขาดต่อเผ่าพันธุ์ เขาได้ปลุกชนเผ่าให้ตื่นตัวจากความสงบ ฟื้นฟูประเพณีการต่อสู้ขึ้นมาใหม่ และได้สานสัมพันธ์ไมตรีกับ Sejuani นักรบหญิง ทำให้เกิดการรวมทีมกัน เพื่อที่จะปราบเหล่าปีศาจร้าย เมื่อเวลาผ่านไป ชนเผ่าของเขาก็ได้เติมโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง และกลับมาเป็นที่รู้จักของนักรบในตำนานที่น่าเกรงขามอีกครั้ง Volibear และชนเผ่าของเขาได้ยืนหยัดขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวันอันมืดมิดแห่งดินแดนน้ำแข็งสุดขอบฟ้าแห่งนี้ ''ถ้าไม่มีสงคราม เหล่า Ursine ก็ไม่รู้จักกับความสงบสุข'' -- Volibear

    Read More
  • Warwick

    the Blood Hunter

    ครั้งหนึ่ง Warwick เขาเคยเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือในเรื่องความสามารถในการติดตามตัวอย่างชิ้นส่วนของมนุษย์ เพื่อนำมาใช้ในงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านมืด แต่เมื่อความทะเยอทะยานของเขามากเกินกว่าที่ร่างกายของเขาจะรับได้ เขาได้ตัดสินใจดื่มน้ำยาอันตราย ซึ่งมันมีผลเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขาให้กลายเป็นฆาตกรอำมหิตที่ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้ แต่ทว่าพลังที่แข็งแกร่งที่เขาได้รับมานั้น ก็จำเป็นต้องจ่ายคืนมากเช่นกัน ในช่วงก่อนที่เขาจะกลายร่าง Warwick ถูกขนานนามในเมือง Zaun ว่าเป็น ''ผู้จัดหา'' ที่ทำงานคอยจัดหาวัตถุดิบ เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เขาเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความเจ้าเล่ห์ และความโหดเหี้ยม ผู้คนต่าง ๆ มองว่าเขาเป็นคนที่น่ากลัว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่รอบคอบ และเชื่อถือได้ในเรื่องของงาน เมื่อชื่อเสียงของเขาเพิ่มมากขึ้น ก็มีงานที่เรียกร้องให้เขาทำมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ในระยะหลัง ลูกค้าของเขาต้องการตัวอย่างที่หายากและอันตรายมากยิ่งขึ้น และพวกเขาก็ต้องการมันด่วนมาก ๆ อีกด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าลูกค้า จึงทำให้ Warwick ต้องการพลังที่มากยิ่งขึ้น มากเกินกว่าที่ร่างกายของมนุษย์จะมีได้ วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อกับเพื่อนเก่าแก่ของเขา ที่มีนามว่า Singed ซึ่งได้มีการคิดค้นสูตรยาที่ทรงพลังมาก โดยส่วนประกอบที่สำคัญนั้นมีสามอย่าง คือ 1 แร่เงินจากเกาะ Shadow Isles 2 เขี้ยวของหมาป่า Balefire และสุดท้าย 3 ต้องใช้เลือดของชาวสวรรค์ Warwick สามารถหาส่วนผสม 2 อย่างแรกได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทว่าส่วนผสมอย่างสุดท้ายนั้น มันต้องท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก เขาต้องเดินทางไปที่ Ionia เพื่อทำการล่อลวง Soraka บุคคลที่ถูกขนานนามว่า บุตรแห่งดวงดาว แต่ทว่า Soraka ล่วงรู้ถึงแผนการที่ Warwick วางแผนไว้ และเธอก็ได้ทำการขับไล่เขาด้วยเวทมนตร์อันทรงพลัง Warwick ต้องกล้ำกลืนยอมรับความผิดพลาด โดยที่เขาไม่เต็มใจนัก เขาจำใจย้อนกลับไปหา Singed ด้วยสภาพที่ยับเยินและโกรธมาก เขาถามหาถึงตัวยาที่ผสมมา ที่มันยังผลิตออกมาไม่สมบูรณ์ แต่ถึงแม้ว่า Singed จะเตือนเขาแล้วว่าผลของยาในตอนนี้ เขาไม่สามารถคาดเดาผลที่จะออกมาได้ Warwick เมินเฉยต่อคำเตือนของเพื่อน เขาได้ตัดสินใจดื่มยาที่ปรุงออกมาอย่างไม่สมบูรณ์นั้น ตัวยานั้นได้ทำการเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างหน้าตาผสมกันระหว่างมนุษย์และหมาป่า ผลของมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง และเสริมความเฉียบคมของประสาทสัมผัส Warwick รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มทดสอบพลังใหม่ที่เขาได้รับมาทันที ทุก ๆ วัน สัญชาตญาณดิบของเขาจะยิ่งเฉียบคมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทว่าความเป็นมนุษย์ในตัวเขาก็ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ เช่นกัน เขารู้สึกได้ว่าเขาเริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะจับเหยื่อมาได้ แต่เขาก็เผลอตัวลงมือสังหารเหยื่อทิ้งเสมอ เขาไม่สามารถจับพวกมันกลับไปโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เลย ในตอนนี้ เขาเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เพื่อไปนำเอาเลือดของ Soraka มาเพื่อนำมาใช้รักษาเสถียรภาพทางจิตใจของเขา ก่อนที่สภาพจิตใจของเขาจะเปลี่ยนแปลงไป จนไม่สามารถเปลี่ยนกลับได้ ''ในที่สุด สัตว์ป่าก็อยู่รวมกับพวกเราทุกคน'' -- Warwick

    Read More
  • Wukong

    the Monkey King

    ท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามอักขระ มีศิลาอันตรายก้อนหนึ่งได้หายเข้าไปในป่าต้องสาป ศิลาก้อนนั้นยังคงอยู่ที่นั่นจวบจนเวลาผ่านไปเป็นศตวรรษ ศิลาก้อนนี้ได้ปล่อยพลังเวทมนตร์ที่จะทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ใกล้ ๆ มีชีวิตจิตใจและแข็งแกร่งขึ้น มีกลุ่มลิงกลุ่มหนึ่ง ได้รับผลของศิลาก้อนนี้ จึงพากันมานมัสการศิลาก้อนนี้ ผู้นำของกลุ่มลิงที่ชาญฉลาดของฝูงวานรนี้ เชื่อว่าหากเขาควบคุมพลังของศิลาก้อนนี้ได้ เขาจะสามารถเป็นอมตะได้ เขาจึงจัดแจงทำพิธีกรรม แต่ทว่าแทนที่เขาจะได้พลังมาไว้ในครอบครอง กลับกลายเป็นทำให้ศิลาก้อนนี้พังทลายลง และ Kong ก็ถือกำเนิดมาจากศิลาก้อนนี้ Kong วานรผู้ซึ่งมีพลังและหัวใจที่กล้าแกร่ง และยังมีความปรารถนาที่จะสร้างความเป็นเลิศ เขาจัดการกับสัตว์ประหลาดและปีศาจที่อยู่ในป่าต้องห้ามทุกตัว โดยหวังว่าจะหาคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับเขาได้ แต่โชคร้ายไม่มีใครที่สามารถสู้กับเขาได้เลย เขาจึงขอคำแนะนำจากปราชญ์วานร ปราชญ์วานรเห็นดังนั้น จึงได้เล่าถึงตำนานของวานรไร้ขนที่อยู่ทางเหนือ ผู้ซึ่งมีพลังมากพอที่จะทำให้โลกเป็นไปตามความต้องการของเขาได้ Kong จึงออกเดินทางไปยังทางเหนือทันที เพื่อที่จะพิสูจน์ถึงตำนานนั่นว่าเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร เขาเดินทางผ่านทางตอนใต้และหุบเขาต่าง ๆ ซึ่งในระหว่างทางนั้นเขาได้พบกับ Master Yi ผู้ซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ Kong ได้ถามเขาว่า ''ท่านรู้ไหม ว่าใครเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดที่อยู่ทางทิศเหนือ'' และ Master Yi ได้บอกเล่าเกี่ยวกับ League of Legends เมื่อ Kong ได้ฟังเรื่องเล่าจาก Master Yi แล้ว เขาจึงรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก เพราะมันช่างเป็นสวรรค์สำหรับเขาเหลือเกิน League of Legnds สถานที่ที่เขาจะได้ต่อสู้กับนักสู้ที่แข็งแกร่งทั้งหลายที่มารวมตัวกันจากทั่วโลก Kong จึงขอร้องให้ Master Yi พาเขาไปเข้าร่วมใน League และได้ขอให้เขาสอนหนทางสู่การเป็นคน เพื่อที่เขาจะได้เป็นแชมป์เปี้ยนคนหนึ่ง โดย Wukong จะตอบแทน Master Yi โดยการใช้วิชาของ Wuju เพื่อแสดงถึงความยอดเยี่ยมของวิชานี้ ในโลกของ Runeterra ทาง Master Yi ตอบรับความตั้งใจอันแรงกล้าของ Kong โดยมีข้อแม้ว่า วันหนึ่ง Kong จะต้องถ่ายทอดวิชา Wuju ให้คนอื่นต่อไป และเพื่อเป็นเกียรติในการทำข้อตกลงนี้ Master Yi ได้เปลี่ยนชื่อ Kong เป็น ''Wukong'' และมอบอาวุธที่เหมาะสมกับเขาให้ นั่นคือ พลองอาบเวทมนตร์ที่ซึ่ง Doran ได้สร้างไว้ อาวุธที่ไร้คู่ต่อสู้ถูกสร้างขึ้นภายใต้คำแนะนำของ Master Yi และในที่สุด Wukong ก็เข้าร่วม League of Legends เพื่อพิสูจน์ว่า เขานั้นคือที่หนึ่ง และเพื่อพิสูจน์ให้โลกรู้ถึงพลังของวิชา Wuju ''คุณจะได้เรียนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณ ในการต่อสู้เท่านั้น'' -- Wukong กล่าว

    Read More